ย้อนกลับไปราวชั่วโมงเศษที่การยื้อชีวิตของเด็กคนหนึ่งเพิ่งสิ้นสุดลง หัวใจของเขากำลังเต้นอ่อนแรงลงทุกขณะ ยาทุกชนิดถูกปลด ยังคงเหลือเพียงน้ำเกลืออีกสักเส้นที่คาไว้และหยดเข้าหลอดเลือดอย่างช้าๆ "ถ้าลูกจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว พี่คิดว่าหัวใจของลูกน่าจะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นต่อได้" สตรีผู้เป็นแม่บอกกับอาจารย์หมอเด็กที่ดูแลลูกชายของเธอมาตลอดสองวันที่ผ่านมา "คุณหมอช่วยกรุณาติดต่อจัดการเรื่องการบริจาคหัวใจให้ด้วยได้ไหมคะ คิดเสียว่าเป็นการทำบุญครั้งสุดท้ายของลูก" น้ำเสียงแหบพร่าและหยาดน้ำตาที่แห้งเหือดมันทำให้หัวใจของคนทำงานอ่อนไหว ชายผู้เป็นพ่อยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ที่หน้าหอผู้ป่วย เขานั่งเก้าอี้ตัวสุดท้าย หน้าตาเขาหมองคล้ำ เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูหมองหม่น เขาเพิ่งสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักไปเมื่อครู่นี้นี่เอง เวลามันสั้นนัก กระทั่งการเอ่ยลาก็ยังไม่ทันจะได้กระทำ ภาพการกดปั๊มหน้าอกของลูกชายตั้งแต่ที่บ้านจนมาถึงโรงพยาบาลยังคงติดตา "แม่ไปรับลูกนะ พ่อจะอยู่ดูเขาเก็บหัวใจ" เป็นข้อความสั้นๆที่ส่งไปหาเมีย "ค่ะ" เธอตอบเช่นนั้น เพราะคงจับอารมณ์จากน้ำเสียงของสามีเธอได้
Harvest แปลว่าเก็บเกี่ยว Harvest heart ที่ผมได้ยินมาเมื่อครู่นั้นก็คือการผ่าตัดเพื่อเก็บเอาหัวใจออกมานำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มันหมายถึงการบริจาคอวัยวะนั่นเอง ด้านหน้าของผมคือร่างไร้ชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง เขานอนอยู่บนเปลคนไข้ที่ถูกเข็นเข้ามาในบริเวณหน้าห้องผ่าตัด เขาถูกคลุมด้วยผ้าห่มสีขาวเฉกเช่นผู้ป่วยคนอื่นๆ หากไม่ใคร่สังเกต เขาก็ดูเหมือนคนปกติที่กำลังหลับอยู่ "คุณแม่นั่งรออยู่ที่ด้านหน้าห้องผ่าตัดนะคะ ทีมหมอหัวใจกำลังเข้ามา ทางห้องผ่าตัดได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว" ผมได้เห็นหน้าของผู้เป็นแม่อย่างชัดเจน และด้านหลังออกไปไม่ไกล คือชายคนนั้น คนที่ผมได้เห็นเขานั่งเหม่อลอยอยู่หน้าหอผู้ป่วยไอซียูเมื่อตอนเที่ยง เอกสารทุกอย่างอยู่ที่ปลายเตียง การตรวจสอบความถูกต้องถูกกระทำอย่างรวดเร็ว "ป้าจะสวมหมวกคลุมผมให้นะลูก" ติ๋ม พยาบาลห้องผ่าตัดเดินออกมารับร่างของเด็กที่หน้าห้องผ่าตัด เธอบรรจงสวมหมวกคลุมผมสำหรับคนไข้ทั่วไปให้กับร่างไร้ชีวิตบนเปลนั้น "ไปกันนะลูก" เธอตบเบาๆที่หัวไหล่ของเจ้าเด็กน้อย แล้วบอกพนักงานเปลให้เข็นนำร่างไปยังห้องผ่าตัดหมายเลข ๑๙
ศาสตราจารย์ นายแพทย์วรวิทย์ คือศัลยแพทย์หัวใจที่ต้องมาทำหน้าที่ฮาร์เฟสฮาร์ทในวันนี้ เขาคือเพื่อนร่วมรุ่นของผมเอง "เอกจะให้ผมเข้าช่วยไหม" ผมออกตัว เพราะเขากำลังจะเริ่มผ่าตัด มีคุณหมออ้อเป็นผู้ช่วยมือหนึ่ง ส่วนคุณหมออุกฤษณ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยอีกคนถูกตามให้ไปดูคนไข้ที่หอผู้ป่วย "แล้วแต่แป๊ะเลยครับ" จะรออะไรล่ะครับ ผมรีบล้างมือและเปลี่ยนชุดผ่าตัดในทันใด การเตรียมผ่าตัดนั้นทุกอย่างกระทำเหมือนปกติ การฟอกผิวหนัง ทาน้ำยาฆ่าเชื้อ การปูผ้า และการทำทุกอย่างโดยปราศจากเชื้อ
อาจารย์หมอเอกเริ่มต้นประนมมือ ซึ่งทุกคนในห้องล้วนกระทำตามอย่างสำรวม "น้อง...ครับ" เขาเอ่ยชื่อร่างไร้ชีวิตซึ่งตอนนี้ถูกเปิดเพียงบริเวณหน้าอกเท่านั้น "พวกเราจะขออนุญาตทำการผ่าตัด และนำหัวใจออกมาเพื่อบริจาคไปให้ผู้ป่วยคนอื่นต่อไปนะครับ" แล้วมีดก็ถูกนำมากรีดที่ผนังหน้าอก ตั้งแต่รอยบุ๋มที่ระหว่างหัวกระดูกไหปลาร้ายาวลงไปจนเลยลิ้นปี่ไปนิดหน่อย จี้ไฟฟ้าถูกนำมาใช้ห้ามเลือดที่ซึมออกมา เมื่อการผ่าตัดผ่านเข้ามาถึงกระดูกกลางหน้าอก เลื่อยไฟฟ้าจึงถูกนำมาใช้ "ฟื้ดดดด" เสียงเลื่อยหั่นกระดูกทำงานพร้อมการเคลื่อนที่ของใบเลื่อยเพียงไม่ถึง ๕ วินาที กระดูกหน้าอกก็แยกขาดจากกัน ตัวถ่างผนังหน้าอกถูกส่งเข้ามา อาจารย์หมอเอกหมุนสกรูเพียงไม่กี่รอบ ผมก็ได้เห็นผนังเยื่อหุ้มหัวใจอยู่ตรงหน้า
การทำงานของหมอผ่าตัดเพื่อนผมกับลูกศิษย์ของเขาช่างสอดประสานพริ้วไหว คนหนึ่งดึงเนื้อเยื่อ อีกคนตัด คนหนึ่งผูกไหม อีกคนช่วยตัดไหม เมื่อเยื่อหุ้มหัวใจถูกเปิดออก ผมก็ได้เห็นหัวใจของเจ้าเด็กน้อย มันนิ่งสงบไม่ไหวติง ช่างต่างกับหัวใจของผมในตอนนี้ที่พองโต และแสนจะตื้นตัน นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้เห็นหัวใจคนแบบนี้
"ตอนนี้กำลังตัดหลอดเลือดพัลโมนารี่อยู่ค่ะ" คุณหมออ้ออธิบายให้ผมฟังขณะที่อาจารย์หมอเอกใช้มือซ้ายของเขาดึงหัวใจห้องบนซ้ายเข้าหาตัว เผยให้เห็นกลุ่มหลอดเลือด pulmonary veins ที่นำเลือดที่ฟอกจากปอดมาแล้วส่งกลับเข้าหัวใจห้องบนซ้าย "มันเหมือนขาปูค่ะ" คือมาจากด้านซ้ายและขวาอย่างละ ๒ เส้น จากนั้นหลอดเลือดดำใหญ่จากช่องท้อง (inferior vena cava) จึงถูกเลาะลงไปจนพ้นเขตกระบังลม "กรึ๊บ" เสียงกรรไกรตัดหลอดเลือดขาด และทันใด เลือดปริมาณมหาศาลก็ทะลักเข้ามาในช่องอก มันคือเลือดที่ถูกส่งมาจากส่วนล่างของร่างกายทั้งหมด หัวดูด (suction) ถูกนำไปจ่อเพื่อดูดเลือดออกอย่างรวดเร็วไม่ให้บังการทำงานที่หมอผ่าตัดกำลังเลาะอยู่ "ปกติเวลาผ่าตัด เลือดออกขนาดนี้ไหมวะเอก" ผมสงสัย "แบบนี้แหละ แต่เราดูดเลือดออกแล้วผ่านเข้าเครื่อง นำเลือดส่วนนี้กลับเข้ามาใช้ใหม่ได้ไงแป๊ะ"