ดังนั้นตนจึงเห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาคือ ข้อเรียกร้องที่ให้นายกรัฐมนตรีลาออก แล้วทำให้เกิดช่องว่างขึ้น จะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี และหากนายกรัฐมนตรีลาออก มองในยุทธศาสตร์การเมืองก็เหมือนว่ารัฐบาลกำลังแพ้ม็อบ ซึ่งฝั่งรัฐบาลหรือฝั่งที่เชียร์รัฐบาลเองคงจะไม่ยอมแน่ ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการอยู่ต่อก็ต้องอย่ายื้อเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นหน้าที่หลักของรัฐสภา แต่ก็ต้องมีการรับข้อเสนอของทุกฝ่ายด้วย ไม่ว่าจะเป็นของไอลอว์ ของกลุ่มผู้เรียกร้อง และกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งหากจะทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้ ก็ต้องมีการเปิดเวทีคุยกันระหว่างผู้ที่มีความขัดแย้งตัวจริงทุกฝ่าย โดยไม่ต้องมาตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งอาจจะเปิดพื้นที่เซฟโซนคุยกันในทางลับไม่ต้องเปิดทางสาธารณะ ของผู้มีอำนาจผู้มีบารมีที่เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองตัวจริง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายทักษิณ ชินวัตร, นายปิยะบุตร แสงกนกกุล, และผู้ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาล เป็นต้น ที่ต้องให้เปิดเวทีเซฟโซนคุยกันในทางลับ เพราะจะได้มีการพูดคุยต่อรองกันได้ในทุกเรื่อง รวมทั้งอาจจะต้องให้มีการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกกลั่นแกลงทางการเมืองด้วย เพื่อให้ได้มาซึ่งทางออกของประเทศอย่างแท้จริง
"ในส่วนข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ตนเองมองว่าที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างคู่ต่อสู้ทางการเมืองเสียมากกว่า ตนจึงไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปโดยหลักธรรมชาติคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องจัดการเร่งด่วนคือ ธรรมาภิบาลของฝ่ายการเมือง และในระยะยาวคือการสร้างคุณภาพของประชาชนโดยเฉพาะด้านคถณลัหษณะความเป็นพลเมือง ผศ.ดร.อดิศรฯ กล่าว