ต่อมา พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ4ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหากลุ่มแรกรวม13รายและเมื่อวันที่18มีนาคม2563ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่1ที่3ที่4ที่5ที่6ที่7ที่8ที่9ที่10ที่12และที่13มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นรายกระทงรวมโทษจำคุกคนละ10ปี
ทางนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามคงจำคุกคนละ6ปี8เดือนและปรับจำเลยที่3ที่5และที่6คนละ1,000,000บาทหากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา29และให้จำเลยร่วมกันคืนต้นเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสำหรับจำเลยที่2และที่11ให้ยกฟ้อง