คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา137 (เดิม), 267(เดิม), 326 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นเวลา 7 วันต่อเนื่องกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ไขเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากนั้นโจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จริงโดยการฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้นายเรืองไกรจำเลยที่ 1 นายธาริตจำเลยที่ 2 เดินทางมาศาล ส่วนโจทก์ส่งเสมียนทนายความมา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วสำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท และสำหรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดนั้นศาลชั้นต้นยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโดยโจทก์ไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานและหมิ่นประมาทนั้นปรากฏว่าในชั้นพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดดังกล่าวนี้ด้วยกรณีจึงห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2494มาตรา 22