โดยเจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 3 หน่วยงาน อ้างว่า น.ส.3 ข. ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวร พร้อมมียึดพื้นที่ ห้ามดำเนินการใดๆในพื้นที่ ซึ่งทางแสงพรหม รีสอร์ท จึงร้องขอความเป็นธรรมดีเอสไอ หลังรับเรื่องจาก ป.ป.ช. เห็นว่ามีมูลจึงได้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะมีการบุกรุกป่าสงวนเกิน 100 ไร่ขึ้นไป จึงมาดำเนินการตรวจสอบเพื่อความชัดเจน ความกระจ่างในทางคดี ซึ่งอาจโยงเรื่องนำไปสู่เจ้าหน้าที่รัฐออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบหลายราย
สำหรับในวันนี้ ทางดีเอสไอได้นำทีมศูนย์แผนที่ บินโดรนสำรวจพิกัดเพิ่มอย่างละเอียด ซึ่งการใช้โดรนตรวจสอบมีความแม่นยำ 100% ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับเจ้าของรีสอร์ท ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียนว่าบุกรุกป่าสงวนฯ ว่าที่ดินทั้งหมดมีเท่าไหร่แน่ ดำเนินการสอบสวนเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่ความไม่ชอบมาพากลของเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วย เบื้องต้นเชื่อว่าเอกสารสิทธิออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยขณะนี้ยังตีกรอบการบุกรุกป่าอยู่ที่ 102 ไร่ก่อน ขณะที่ภาคพื้นดิน มีการเดินสำรวจชี้รังวัดแนวเขตซ้ำใหม่ทั้งหมดด้วยเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน นอกจากนี้การตรวจสอบแผนที่ทางอากาศพบว่า เมื่อ 2545 ที่ดินบริเวณนี้เริ่มมีการทำถนนตัดผ่าน และมีการก่อสร้างอาคารที่พัก ในปี 2560 พบมีอาคารหลายหลังสร้างขึ้นกระจายเต็มพื้นที่ ก่อนมีการตรวจพบโดยเจ้าหน้าที่และนำมาสู่การตรวจยึดที่ดินในปี 2562
ขณะที่ นางพิชญา พูลสมบัติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาวัดโบสถ์ กล่าวว่า เป็นเอกสาร นส.3 เดิม เป็นการสอบเนื้อที่ เหมือนถ้าเป็นโฉนด ก็เป็นการตรวจสอบแนวเขต ซึ่งจากตรวจสอบของที่ดินแปลงนี้ พบว่าอยู่คนละจุด พอมาตรวจสอบเนื้อที่ก็ย้ายตำแหน่งมาอยู่ตรงบริเวณนี้ ถ้าเทียบกับ สค.1 ก็เป็น สค1 บินได้ ตำแหน่ง นส.3 ที่ออกมาจริงๆแล้วไม่ได้อยู่ตรงนี้ ปัญหาตรงนี้คือเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นพื้นที่เขตป่าเต็มๆ ถ้าตามระวางแผนที่พบที่ดินควรอยู่เหนือขึ้นไป และอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ เท่ากับว่าที่ดินของรีสอร์ททั้งหมดเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ