สำหรับ "ประเทศญี่ปุ่น" ซึ่งประชาชนทั่วประเทศให้ความเคารพองค์พระประมุขอยู่เหนือสิ่งอื่นใด โดยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1989 ศาลสูงสุดได้วินิจฉัยว่า "ศาลใดๆ ไม่มีอำนาจทางกฎหมายเหนือ "สมเด็จพระจักรพรรดิ" เพราะว่าพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน (สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ)
ขณะที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย ก็มีกฏหมายคุ้มครอง ตามอำนาจศาลพิเศษ โดยมีคำวินิจฉัยว่า "สมเด็จพระราชาธิบดี" จะได้รับการปกป้อง ใครจะละเมิดมิได้ และไม่มีอำนาจใดสามารถ เอาผิดทางกฎหมายได้ (สุลต่านอัลดุลเลาะห์แห่งรัฐปะหัง ผู้สืบทอดสมเด็พระราชาธิบดีที่ 16 แห่งมาเลเซีย)
มาต่อกันที่ "ราชอาณาจักรภูฎาน" ซึ่งถือว่าเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศไทย อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ตามกฏหมายของ "ราชอาณาจักรภูฎาน" รธน. กล่าวไว้ว่า "พระมหากษัตริย์ จะถูกกล่าวหา ฟ้องร้องมิได้" (สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังซุก)
ประเทศสุดท้าย คือ "ราชอาณาจักรเดนมาร์ก" รธน ฉบับแก้ไข ปี 1953 กำหนดไว้ว่า พระมหากษัตริย์ จะถูกละเมิดและกล่าวหาฟ้องร้องไม่ได้ (Sacrosanct) และต้องเป็นที่เคารพสักการะ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์ตามกฎหมาย (สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 )