ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ขณะนี้มีร่าง 6 ญัตติ ที่อยู่ในกระบวนการของสภาฯ สำหรับร่างแก้ไขฉบับประชาชนยังไม่ถูกบรรจุในสภาฯ โดยหลังการอภิปรายของสภาฯแล้ว กลับไม่มีการโหวตรับร่างแก้ใดในวาระแรก แต่ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.จับมือกันเล่นหักดิบเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาเนื้อหาการแก้รัฐธรรมนูญทั้ง 6 ร่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการประชุมสภาฯ ของไทยมาก่อน และส่วนตัวเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ถ้ารัฐบาลไม่โลภเกินไปแล้วจะได้ประโยชน์ แต่เมื่อโลภจะทำให้เสียไปหมด เพราะอย่างน้อย ถ้ายอมให้แก้ประเด็นนี้ ก็ถูกดึงออกจากกองไฟในสถานการณ์สุมปัญหาขณะนี้"ในวันนี้ถ้าประเทศไทยถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงจริง ตามวิถีทางประชาธิปไตย ความเห็นผม คือ ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วเลือกตั้งท้องถิ่น ส.ส. และทำประชามติในคราวเดียวกันทั้งหมดในวันเดียว ก็จ่ายเงินงบประมาณก็เป็นคราวเดียว ผมไม่เชื่อว่า คนไทยโง่ ถึงขนาดไม่รู้ว่า จะโหวตแยกกันอย่างไร" ประธาน นปช. กล่าว
ส่วนข้อเรียกร้องถึงสถาบันในการชุมนุมเมื่อ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่สนามหลวง ซึ่งเนื้อหาหลักในการอภิปรายบนเวที 90% เป็นการปฏิรูป เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเพียง 10% จึงรู้ถึงเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล ทำให้รัฐบาลลอยตัวไป แม้ข้อเรียกร้องได้ปรับเปลี่ยนก็ตามแล้ว แต่ท่วงทำนองและบริบทการปฎิรูปสถาบันยังถูกใช้เป็นหลักอยู่ อีกทั้ง การชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งจะมีพิธีที่วัดพระแก้วพระบรมมหาราชวัง ถนนราชดำเนิน ในช่วงปกติจะเป็นเส้นทางขบวนเสด็จ กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการชุมนุมเมื่อพฤษภา 2535 ผู้ชุมนุมต้องเปิดสองข้างทางให้ขบวนเสด็จ แล้วเปล่งเสียงทรงพระเจริญ และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
"เพียงสถานการณ์ในคราวนี้มีความแตกต่างกัน นี่เป็นเส้นบางๆที่มีความละเอียดอ่อนมาก เพราะหลากหลายเรื่องราว อะไรที่มากเกินไปนั้น คิดว่าบวกก็จะกลายเป็นลบ ผมจึงไม่อยากวิพากษ์ แต่หลายเรื่องควรมีหลักมีสติเหมือนกัน คนเราเมื่อมีความรักกันจริงก็ต้องเตือนกันอย่างมีสติ ประเภทยุส่ง ผมเชื่อว่าไม่มีความรักกันจริง" นายจตุพร กล่าว