นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนที่จะนำเกษตรกรสหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการโคนมและนมโคแปรรูปของไทย จำนวน 20 ราย ที่ผ่านการคัดเลือกจากจำนวนทั้งสิ้น 81 ราย เดินทางไปขยายตลาดต่างประเทศด้วยเอฟทีเอ โดยปีนี้กำหนดจะไปขยายตลาดที่นครกวางโจว ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และมีโอกาสที่จะส่งออกได้ หลังจากที่ 2 ปีก่อนหน้านี้ ได้นำผู้ประกอบการไปบุกตลาดที่เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์มาแล้ว และประสบความสำเร็จสามารถขยายตลาดสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยได้เพิ่มขึ้น"กำลังประเมินอยู่ว่าสถานการณ์โควิด-19 อยู่ ถ้าไปได้ก็จะไป แต่ถ้าไปไม่ได้ ก็ต้องปรับรูปแบบ โดยอาจจะต้องปรับเป็นการเจรจาธุรกิจออนไลน์แทน แต่เชื่อว่าสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทย จะขยายเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบัน สินค้ามีการพัฒนาทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และมีการนำนวัตกรรมมาใช้ เช่น นมอัดเม็ด กินแล้วฟันไม่ผุ หรือนมเม็ดผสมผลไม้ หรือนมพาสเจอร์ไรซ์ที่เก็บได้ 40-45 วัน ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้" นางอรมนกล่าวว่า ในส่วนของการเปิดเสรีสินค้านม ไทยได้ลดภาษีเป็น 0% เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ยังเหลือสินค้าบางรายการที่จะลดภาษีในปี 2564 และ 2568 ให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้แก่ สินค้านมผงที่มีไขมันเกิน 1.5% (ไม่ใช้เลี้ยงทารก) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนม หางนม (เวย์) เนย ไขมันเนย (AMF) และกลุ่มสินค้าเนยแข็ง จะเปิดตลาดในปี 2564 และสินค้านมและครีม เครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย จะเปิดตลาดในปี 2568 ซึ่งจากการลงพื้นที่ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย มีความพร้อมในการรับมือการเปิดเสรี และหลายกลุ่ม ก็มีการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอในการขยายตลาด สินค้าไทยได้รับการยอมรับในคุณภาพและมาตรฐาน และยังมีความได้เปรียบในการส่งออก โดยเฉพาะตลาดอาเซียนและจีน ที่อยู่ใกล้ก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้จัดทำโครงการ "โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วยเอฟทีเอ" ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 สามารถขยายการส่งออกสินค้านม UHT นมอัดเม็ด ไอศกรีม และโยเกิร์ต ไปตลาดคู่ค้าเจรจาเอฟทีเอ โดยเฉพาะจีน และอาเซียน เช่น สิงคโปร์ กัมพูชา เมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการลดภาษีนำเข้าสินค้านมโคและนมโคแปรรูปให้ไทยแล้วสำหรับการส่งออกในช่วง 8 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกสินค้านมโคและนมโคแปรรูปไปตลาดโลก 382 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.9% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ นมพร้อมดื่ม UHT นมเปรี้ยว โยเกิร์ต และนมจืด ตลาดส่งออกหลัก คือ อาเซียน (กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา สปป.ลาว และสิงคโปร์) สัดส่วน 82.7% จีน 5.4% และฮ่องกง 3.4% นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศ (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตนมไทย-เดนมาร์ก หรือนมวัวแดง กล่าวว่า อ.ส.ค.ได้ปรับตัวรองรับการแข่งขันการเปิดเสรีนม และผลิตภัณฑ์ภายใต้เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ มาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ได้ออกผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งนมสดพร้อมดื่ม ทั้งพาสเจอร์ไรซ์ ยูเอชที รวมถึงนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม นมสำหรับเด็ก และกำลังจะออกนมอัดเม็ดในช่วงปลายปีนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม ที่สำคัญ ทุกผลิตภัณฑ์ล้วนผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ไม่ได้ผสมนมผงเลย "การที่แบรนด์ของเราใช้นมโคสดแท้ 100% ถือเป็นจุดแข็งที่จะแข่งขันกับนมนำเข้าจากต่างประเทศได้ เพราะนมที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นนมผง ซึ่งมีรสชาติที่ต่างจากนมสด อีกทั้งการใช้น้ำนมโคสดในประเทศ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ดังนั้น อ.ส.ค. จะรุกประชาสัมพันธ์ให้คนไทยได้รับทราบจุดนี้ และกระตุ้นการบริโภคนมเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน อ.ส.ค. ซื้อน้ำนมโคสดจากเกษตรกรในประเทศปีละกว่า 700 ตัน จากผลผลิตรวมกว่า 3,000 ตัน"ในแต่ละปี นมไทย-เดนมาร์ก มียอดขายในประเทศประมาณ 8,000 ล้านบาท และส่งออกประมาณ 1,200 ล้านบาท ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยส่งออกไปกัมพูชามากที่สุดกว่า 600 ล้านบาท ตามด้วยสปป.ลาว กว่า 300 ล้านบาท และเมียนมา กว่า 200 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกไปเพื่อนบ้าน อ.ส.ค. ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) และกำลังจะขยายตลาดส่งออกไปจีน แต่ติดปัญหาที่ มีผู้ประกอบการชาวจีนได้จดเครื่องหมายการค้า "วัวแดง" ซึ่งเป็นวัว 2 ตัว คือ แม่ และลูกสีแดง เหมือนกับเครื่องหมายของ อ.ส.ค. จึงต้องเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าใหม่