สำหรับประเด็นการสูญหายไปของเก้งเผือกพระราชทาน 2 ตัว ในสวนสัตว์สงขลานั้น ผลการตรวจสอบพบว่า ตัวแรกเก้งเผือกอายุ 2-3 เดือน ที่สูญหายไป เมื่อ 19 ก.พ. 2563 ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีการพบซากหลังจากหายไปได้ 2 เดือน และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นตัวเดียวกับที่หายไปหรือไม่ ซึ่งจะส่งซากให้ทางกรมอุทยานฯทำการตรวจสอบในระดับเซลล์อีกครั้ง
ส่วนเก้งเผือกตัวที่ 2 ที่สูญหายมีอายุ 9 เดือน ทางคณะกรรมการสวนสัตว์ได้มีการนำหลักฐานในจุดที่พบซากมาแสดงแล้ว ปรากฏว่าถูกงูเหลือมป่ากินเข้าไปแต่ไม่ย่อย และบริเวณจุดที่พบเป็นโพรงในบริเวณจุดแสดง ซึ่งเชื่อได้ว่างูดังกล่าวเลื้อยเข้ามาจากทางต้นไม้ และได้มากินเก้งเผือกตัวดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่การหายไปจากการค้าสัตว์ป่า หรือเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด นอกจากนี้จากการตรวจสอบในสวนสัตว์ดังกล่าว พบมีงูเหลือมเป็นจำนวนกว่า 200 ตัวที่เจ้าหน้าที่เคยจับได้
ทั้งนี้ กรณีที่มีการสงสัยว่าภายในสวนสัตว์สงขลาจะมีการค้าสัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น นายชวลิต ยืนยันว่า จากการตรวจสอบทั้งสองกรณี ยังไม่พบว่ามีการค้าสัตว์ป่าภายในองค์การสวนสัตว์ แต่ได้มีการทำเรื่องเสนอไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตั้งคณะกรรมการจากภายนอกขึ้นมาตรวจสอบ และสอบสวนเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง
และยอมรับว่า ขั้นตอนการรายงานผลประชากรสัตว์ในสวนสัตว์ดังกล่าว มีจุดอ่อนในเรื่องของระบบที่อาจมีข้อพิรุธตรงความล่าช้า รวมถึงองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยไม่มีบอร์ด ในการทำงาน มาซักระยะหนึ่งแล้ว เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาทำงานได้ 6 เดือน ก็พบปัญหาในเรื่องจุดอ่อนการรายงานประชากรสัตว์ ซึ่งได้มีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้โดยการตั้งนายสุริยา เข้ามาทำงาน และเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการ การนับประชากรสัตว์ โดยมีนายสุริยา เป็นประธานคณะทำงาน ซึ่งกรรมการชุดนี้ดำเนินการตามระเบียบการจำแนกบัญชีสัตว์ประเภท 1, 2, 3 ซึ่งแต่ละประเภทนำมาสู่การควบคุม และรายงาน พบว่ายังมีช่องโหว่ จึงทำให้ดูเหมือนมีพิรุธ ในการปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญตอนนี้ และต้องตรวจสอบคือ สวนสัตว์ถูกระบุว่าเป็นแหล่งค้าสัตว์ป่าหรือไม่