อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โอกาสในการเพิ่มยอดขายจากมาตรการฯ ดังกล่าว จะมากน้อยแค่ไหนยังต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น จำนวนร้านค้าปลีกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงเวลาเปิด-ปิดของร้านค้าปลีก ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งนี้ จากการสำรวจการใช้จ่ายจากมาตรการ "คนละครึ่ง" ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (ในช่วงวันที่ 11-18 กันยายน 2563) พบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่น่าสนใจ ดังนี้
กว่า 64.0% ของผู้ตอบแบบสำรวจ วางแผนที่จะใช้จ่ายเต็มวงเงิน (3,000 บาท) และที่เหลืออีก 36.0% วางแผนที่จะใช้จ่ายบางส่วนหรือไม่ถึง 3,000 บาท โดยสินค้าที่ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจำเป็นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ ยาสีฟัน) อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
การใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ส่วนใหญ่กว่า 56.0% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ยังคงใช้จ่ายใกล้เคียงหรือไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการฯ เนื่องจากมีแผนที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ผลจากมาตรการฯ ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคได้ เนื่องจากรัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายเอง 100% ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีเงินเหลือไปใช้ในการทำกิจกรรมอย่างอื่น หรือเก็บออมไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นได้ ขณะที่ผู้บริโภคอีก 44.0% ของผู้ตอบแบบสำรวจ มองว่า วางแผนจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ไม่มีมาตรการฯ โดยอาจวางแผนเลื่อนวันในการซื้อสินค้าให้ตรงกับช่วงที่ออกมาตรการฯ