(18 กันยายน 2563) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ... นั้น ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ยังคงมีกองบัญชาการทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มความสำคัญของสถานีตำรวจขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยระบุในพ.ร.บ.เลย แต่ครั้งนี้จะมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ งบประมาณ และบุคคลากรอย่างเพียงพอ เพราะเป็นหน่วยที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้มีการเสนอให้แยกการสอบสวนออกจากกรมตำรวจ โดยให้แยกเป็นอีกกรมต่างห่าง แต่เมื่อศึกษาแล้วกลับพบว่า การแยกดังกล่าวไม่มีประโยชน์ ตำรวจต้องสอบสวนเองอยู่ดี แต่จะทำในลักษณะเข้าไปอยู่ในสถานีตำรวจ ซึ่งการบังคับบัญชา เป็นคนละส่วนกัน โดยมีการแบ่งเป็น 5 แท่ง ซึ่งใครโตที่แท่งไหน ก็สุดที่แท่งนั้น เป็นการขัดขวางการเจริญก้าวหน้า โดยสามารถ โอนย้ายผ่านแท่งได้ในเงื่อนไขที่กำหนดแต่ไม่ง่ายหนัก และไม่ได้ห้ามขาด โดยยึดหลักอาวุโส
อย่างไรก็ตาม ซึ่งการปฏิรูปในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นการปฏิรูปสถานีตำรวจเป็นครั้งแรก รวมไปถึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (กพค.) หรือ คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่างจากเดิมที่เมื่อตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรม จะต้องฟ้องศาลปกครองอย่างเดียว
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติ หรือ กร.ตร. ที่จะรับเรื่องจากประชาชน เมื่อได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างการล้มคดี หรือเลือกปฏิบัติ โดยคณะกรรมการชุดนี้ นายกฯจะเป็นผู้สรรหามาจากประธานศาล มีจเรตำรวจเป็นฝ่ายเลขาฯ โดยมีฝ่ายการเมืองเป็นนายกฯคนเดียว ส่วนการปฏิรูปการโยกย้ายมีการกำหนดกฎเกณฑ์อยู่ในพ.ร.บ.ชัดเจน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการปฏิรูปการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น