(18 กันยายน 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่า การชุมนุมในวันที่ 19-20 ก.ย.จะจบหรือไม่นั้น อยู่ที่ฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม มีความจริงใจต่อกันในการเคลื่อนขบวนไปสถานที่ใด อย่างตรงไปตรงมา และไม่เกิดการปะทะตามเส้นทางการเดิน
ทั้งนี้ การชุมนุมแต่ละเหตุการณ์นั้น ผู้ชุมนุมล้วนมีเป้าหมายถึงชัยชนะเป็นความหวัง เช่นกันกับการชุมนุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ จัดโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นคนละกลุ่มกับเยาวชนปลดแอก ที่จัดชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 2 จุดยืน 1 ความฝัน โดยแตกต่างจากแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ที่ยึดการปฏิรูป 10 ข้อ
ส่วนการจัดชุมนุมในธรรมศาสตร์นั้น ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า มหาวิทยาลัยไม่ให้สถานที่ชุมนุม การบุกหรือตัดโซ่เข้าไปเป็นอีกเรื่องหนึ่งของผู้ชุมนุม นอกจากนี้ สนามหลวงยังชุมนุมทางการเมืองไม่ได้ ดังนั้น เหลือเพียงทางเลือกให้ผู้ชุมนุมต้องเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลถ้ารัฐบาลไม่ประสงค์ให้เกิดเรื่องแล้ว ควรสั่งการธรรมศาสตร์เปิดพื้นที่ให้ชุมนุม อีกอย่างธรรมศาสตร์ประกาศมีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว กลับไม่มีความพยายามพูดคุยทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างอาจารย์กับศิษย์ เพื่อลดความกดดันตั้งแต่เริ่มต้น
"ความเครียดของการชุมนุม จะทำให้เกิดแรงกระตุ้น เกิดความรู้สึกฮึกเหิม ถ้าไม่เปิดประตู ก็ต้องพังเข้าไป ดังนั้น ควรเจรจากันฐานะอาจารย์-ลูกศิษย์ ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ โดยยิ่งปิดประตูเท่ากับผลักให้เขาไปทำเนียบเร็วขึ้น" นายจตุพร กล่าวและว่าบทเรียนการชุมนุมนั้น ถ้าไม่ต้องการให้เกิดเรื่อง ก็ไม่เกิดเรื่อง เมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ต้องประสานงานดูแลความปลอดภัยให้ผู้มาชุมนุม รวมทั้งควรชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย จริงใจ ตรงไปตรงมา ครบถ้วนในการเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่แห่งใด