ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2563 เธอได้รับจดหมายจากเพื่อนร่วมหออีกครั้ง ซึ่งเธอได้โพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความว่า ไปบอกเจ้าที่เถอะค่ะ อย่ามาบอกหนู ตอนที่ 2 และเล่าเรื่องราวต่อว่า วันนี้เช่นเคยเรากลับหอดึกมาก เราเข้าหอประมาณ 4 ทุ่มกับเพื่อนๆ และกำลังนั่งทำเล็บกันอยู่พอทำเสร็จก็เก็บของเข้านอน เราเลยเดินมาปิดไฟที่ข้างประตูแล้วก็เจอกระดาษสอดอยู่ใต้ประตูเรา คราวนี้ในจดหมายที่เธอได้รับเขียนไว้ว่า " รบกวนลดเสียงด้วยครับ เสียงดังอีกแล้วครับ บ่อยมากๆ *เสียงลากเก้าอี้ *เสียงเคาะพื้นครับ ขอบคุณครับ "
โดยครั้งนี้เธอได้นั่งทำเล็บกับเพื่อนด้วยกันสี่คน จะเอาเวลาที่ไหนไปลากเก้าอี้ แล้วเคาะพื้นนี้ยิ่งไม่ใช่เลยเพราะกำลังทำเล็บกันมันเคาะพื้นไม่ได้อยู่แล้วเดี๋ยวเล็บพัง เพื่อนเธอสองคนเลยจะลงไปข้างล่างเพื่อต้องการชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง แต่ลงไปเคาะเขาก็ไม่เปิด เพื่อนเธอเลยกลับขึ้นมาให้เธอเขียนจดหมายไปสอดไว้ใต้ประตูเขา เอาละคราวนี้มาทั้งลากเก้าอี้ มาทั้งเคาะพื้น เราอยู่หอนี้มาสี่ปีแล้วนะ ฮือ บางทีเราควรมาคุยกันแบบไม่ผ่านจดหมายจะได้เข้าใจตรงกันว่าเออช่วยทำบุญเยอะๆหน่อย บอกเจ้าที่หน่อย ไม่ก็คิดซะว่าเป็นเสียงโครงสร้างภายในของอาคารหอพักที่มันยืดหดตัวตามอุณหภูมิ แต่เอาจริงๆทุกคนก็รู้ใช่ไหมว่าเสียงมาจากไหน ไม่ต้องห่วงเรากับเพื่อนๆนะคะ เราและเพื่อนช่วงนี้ไม่ได้ยินเสียงหรืออะไรเลย นอนหลับสบายฝันดีมาก
พร้อมกับเขียนจดหมายชี้แจงว่า " จากห้อง 312 ค่ะ ขอชี้แจงในเรื่องกรณีต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2563 นะคะ ว่าไม่ได้ทำอะไรที่ให้เกิดเสียงแน่นอน เพราะว่าไม่ได้อยู่ห้องเลยค่ะ วันก่อนที่คุณมาเคาะ เราก็พึ่งกลับจากการไปเรียนที่มหาวิทยาลัยค่ะ ตอนกลางคืนก็ไปนอนที่เพชรเกษมกลับหอตอนเช้าแล้วไปเรียนค่ะ ไม่ได้อยู่ห้องทั้งวันแน่นอนค่ะ กรณีวันนี้มีคนอยู่ในห้อง 4 คน และนั่งทำเล็บกันอยู่ไม่มีใครลากเก้าอี้แน่นอนค่ะ เพราะนั่งทำเล็บกันทุกคนค่ะ หากมีเสียงอีกโปรดมาติดต่อได้ที่เจ้าของห้องค่ะ "