(9 กันยายน 2563) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายแสดงความกังวลต่อการชุมนุมใหญ่วันที่ 19 ก.ย. นัดหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งทราบข่าวมาว่าอาจมีเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยตั้งชื่อว่า "ยุทธการสะพานมัฆวานรังสรรค์ 19 กันยา #ปิดสวิทช์ลูกหลานประชาชน เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนจากสะพานผ่านฟ้าไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และผ่านสะพานสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งจะมีการวางกับดักเอาไว่ก่อนจะไปถึงทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้ หากมีอะไรเกิดขึ้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีตำนานเป็นจุดปะทะ จะเป็นตราบาปกับประเทศและนายกรัฐมนตรี จึงควรปล่อยให้นักเรียนนักศึกษาแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพ เชื่อว่าจะไม่มีการก่อจราจล แต่ต้องระวังมือที่ 3 สร้างความปั่นป่วนยุยง โดยเฉพาะประเด็นละเอียดอ่อน โดยฝากนายกฯต้องหามาตรการอย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือแก้ที่เหตุของปัญหา เพราะประชาชนไม่ยอมรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
"ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากหากนายกรัฐมนตรีจะไปพบนักศึกษา เช่นเดียวกับรัฐมนตรีคนหนึ่งไปพบปะกับนักเรียนที่แสดงความกล้าหาญ และอย่าให้สะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นสถานที่กำจัดหน่ออ่อนประชาธิปไตย อย่าให้สถานการณ์นำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกเหมือนปี 2557 และทางที่ดีที่สุดควรตัดสินใจออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" นพ.ชลน่าน กล่าว
ส่วนการนำเงินของประชาชน ไปใช้ต่อสู่คดีปิดเหมือนทองบริษัทอัครา จ.พิจิตร ซึ่งโอกาสชนะดีมีน้อยมาก เนื่องจากหัวหน้า คสช. ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่ออกเอง ไม่มีใครยอมรับ ไม่ผ่านรัฐสภา ไปยึดคืนปิดเหมืองทองเป็นของรัฐ ผิดข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งจริงแล้วต้องเป็นค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล เพราะใช้กฎหมายผิดประเภทไปปิดเหมือง ทำให้ประชาชนต้องชดใช้แทน ทั้งค่าชดเชยที่ถูกฟ้องอ้างสิทธิ์ การให้สัมปทานฟรีเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย การให้อาชญาบัตรพิเศษที่จังหวัดเพชรบูรณ์และจันทบุรี เป็นการเอาทรัพยากรไปเสียค่าโง่ จากการกระทำของบุคคล
สำหรับการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงวันที่ 30 ก.ย. กระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และมีหลักฐานชัดเจน ว่าจะใช้เป็นโอกาสจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้วิธีจำเพาะเจาะจง โดยมีประกาศชัดเจนเกี่ยวกับการจัดซื้อหากเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ใช้วิธีจำเพาะเจาะจง เลือกผู้จัดซื้อจัดจ้างได้