(8 กันยายน 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยยังไม่หลุดพ้นจาก วงจรอุบาทว์ว่า เป็นคำพูดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายถึง เป็นวงจรการเมืองเป็นวัฏจักรสลับอำนาจกัน คือ มีเลือกตั้ง แล้วรัฐประหาร ประชาชนออกมาต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย แล้วได้การเลือกตั้ง หลังจากนั้นนักการเมืองบริหารประเทศเกิดทุจริต แล้วทหารยึดอำนาจกันอีกครั้ง
ทั้งนี้ แม้ช่วงแรกทหารจะถูกยกย่องเป็นอัศวินม้าขาว แต่อยู่กลับเผยธาตุแท้หนักกว่านักการเมือง คือ มีทั้งคอร์รัปชันและเป็นเผด็จการพร้อมกัน ท้ายสุดประชาชนจึงลุกขึ้นมาขับไล่อีก ดังนั้นวงจรอุบาทว์นี้จะมีแต่ทหารกับนักการเมืองสลับกันมามีอำนาจ พร้อมกับการกล่าวหากันไปมา ทหารต่อว่านักการเมืองถือเงินมายึดอำนาจ และนักการเมืองดูถูกทหารถือปืนมาชิงอำนาจ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร คือประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายยืนพื้นอยู่ตลอดไป
"สถานการณ์ขณะนี้ ประเทศกำลังเดินสู่การยึดอำนาจตามวงจรอุบาทว์อีกครั้งหนึ่ง แม้ครั้งนี้รัฐบาลจากสืบทอดอำนาจมี รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขได้ยาก แต่คงต้องการให้มีคณะรัฐประหารชุดใหม่เข้ามาฉีก ซึ่งเหมือนเป็นการวิ่งพลัดส่งอำนาจต่อให้คณะรัฐประหารชุดใหม่เข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญ" นายจตุพร กล่าว
ส่วนการแก้ไขมาตรา 272 เพื่อยกเลิก สว.ช่วงเปลี่ยนผ่านให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้นั้น ซึ่งนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ผู้เสนอได้สารภาพบาปและเห็นด้วยกับการแก้ไขยกเลิก แต่ตนเคยย้ำเสมอว่า อย่าสนใจในมาตรานี้ ถ้า ส.ส.จับมือกันได้ถึง 376 เสียง หรืออย่างน้อย 251 เสียง การโหวตนายกฯของ ส.ว.โดยจับมือกับเสียงข้างน้อยก็ไม่มีความหมายอะไร และถึงที่สุดแล้ว มาตรา 272 มีไว้ขู่นักการเมือง พร้อมทั้งปกป้องนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้
สำหรับกรณี ส.ว.มีท่าทีย่อมปิดสวิตซ์ตัวเอง แต่ไม่พร้อมให้เลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตามมาตรา 256 ซึ่ง ส.ว.พวกนี้ย่อมรู้ว่า ครั้งหน้ามาตรา 272 ไม่มีความหมายใดๆอีกแล้ว จึงแสดงบทเสมือนเป็นการคายอำนาจนี้ออกมา แต่เชื่อว่าทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว