หลังจาก หลานสาวได้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว ก็กล่าวหาตนตลอดจนญาติๆว่าบุกรุกที่ดิน จำนวน4 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา แม้จะอธิบายอย่างไร น.ส.ละเอียดก็บอกว่าใบโฉนดไปถึงไหนก็เอาถึงนั่น ด้วยความที่ไม่อยากค้าความตนจึงไปขอเจรจาเพื่อยุติปัญหา หลานสาวเรียกราคาไร่ละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาทตนได้ต่อรองขอลดเหลือ 150,000 บาท แต่หลานสาวยืนกระต่ายขาเดียว การเจรจาครั้งนั้นจึงล้มเหลว
ต่อมามีคนแนะนำว่าควรจะคุยกับหลานสาวด้วยเหตุและผล เพราะต่างก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าที่ดินของแต่ละฝ่ายอยู่ตรงไหน เป็นญาติพี่น้องกันน่าจะจบลงด้วยดี ขณะเดียวกันด้าน น.ส.ละเอียดได้ไปให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม สาขาท่าอุเทน เข้ามารังวัดเขต ปรากฏว่าตนได้เห็นโฉนดที่ดินเลขที่ 11150 เลขที่ดิน 32 เนื้อที่จำนวน 19 ไร่ 40 ตารางวา ที่หลานสาวได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากพ่อนั้น มีทางสาธารณะเกิดขึ้นมาใหม่ และเป็นทางที่ไม่มีใครรู้มาก่อน ทั้งที่จริงทางสาธารณะที่มีแต่เดิมคือบริเวณแบ่งเขตที่ดินกันตั้งแต่แรก เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าการออกใบ น.ส. 3 ก. ของนายถวิลน้องชายผิดมาแต่ต้น จึงควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกันอีกครั้ง จึงมีการคัดค้านอย่าเพิ่งปักหมุดโฉนด แต่ภายหลังมีคนแอบไปฝังหมุดโฉนดในที่ดินที่ยังไม่ได้ยุติ และก็ถูกหลานสาวยื่นฟ้องต่อศาลฯดังกล่าว