"ภูเก็ตโมเดล" เป็นแนวทางที่ได้จากการประชุมร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐกับองค์กรเอกชนบางกลุ่มในการจะเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยใช้หลัก 5T ประกอบด้วย Target กำหนดกลุ่มที่จะเดินทางเข้ามา โดยเป็นกลุ่มที่ได้รับการประกาศยกเว้นของ ศบค. และเก็บตัวอยู่ในสถานที่กักตัว หรือ Alternative Local State Quarantine (ALSQ), Testing ตรวจหาเชื้อโควิดตั้งแต่ต้นทาง, การสแกนที่ท่าอากาศยาน และตรวจอีก 2 ครั้ง ในช่วงเก็บตัวเป็นเวลา 14 วัน, Tracing คือ การใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว แบบ REALTIME, Treatment คือ การดูแลรักษา โดยมีการเตรียมทีมแพทย์พยาบาล เครื่องมือ เวชภัณฑ์ยาที่เพียงพอ หากมีการระบาดรอบใหม่ และ Trust เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจ โดยมีการสื่อสารสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งชาวต่างชาติเข้าใจว่า ภูเก็ตมีความพร้อมในการเตรียมการอย่างดี มีมาตรฐานในการกำกับดูแลป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งจะมีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการออกมาเปิดเผยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงแผนการผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยระบุว่าอาจจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทั่วโลกยังเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด- 19 ก่อนที่จะมีการมากลับลำภายหลัง
นายอมร อินทรเจริญ ผู้ประกอบธุรกิจของจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงรูปแบบของ "ภูเก็ตโมเดล" ว่า การจะเปิดรับนักท่องเที่ยวนั้นไม่ได้ขัดข้อง แต่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย และควรจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ไม่อยากให้นำคนภูเก็ตมาอยู่บนความเสียง เพราะที่เป็นอยู่ก็เดือดร้อนมากอยู่แล้ว และหากเป็นไปได้อยากเรียกร้องให้มีการตั้งกองทุนเพื่อมาดูแลจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะ เพราะที่ผ่านมาข้อเรียกร้องหรือมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่ออกมานั้น จะมีการซ่อนเงื่อนไขจนทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้เดือดร้อนเข้าไม่ถึง รวมทั้งหากจะเปิดจริงๆ ก็ต้องมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนให้มีข้อมูลชุดเดียวกัน เพราะขณะนี้มีความสับสนเกิดขึ้นค่อนข้างมาก
ส่วนของมาตรการ 5 T ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่ยังขาดอีก 1 T คือ ทีมเวิร์ค และขาดการสื่อสารในส่วนของภาคประชาชน ตนไม่ขัดข้องที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา และมีมาตรการดูแลที่ชัดเจน แต่อยากให้พิจารณาและลำดับความจำเป็นก่อนหลัง เพราะจากการติดตามทางโซเซียลต่างๆ พบว่า ในเรื่องนี้เริ่มมีความคิดเห็นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย เนื่องจากได้รับข้อมูลคนละชุด ดังนั้นหากจะเดินหน้าต่อไปต้องมีการให้ข้อมูลที่มีความชัดเจนและเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน เนื่องจากทุกคนบนเกาะล้วนเจอกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่จากการระบาดในรอบแรก และไม่ต้องการให้เกิดระบาดในรอบที่ 2 ดังนั้นหากจะดูแลและแก้ปัญหาจะต้องปลดเงื่อนไขบางอย่างให้กับภูเก็ต เพื่อสร้างโอกาสและสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้
ด้านนายปรีชา ใจอาจ หนึ่งในภาคของประชาชนคนภูเก็ต กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า หากรัฐบาลจะช่วยหรือจะเปิดรับนักท่องเที่ยวในฐานะคนภูเก็ตไม่ขัดข้อง แต่การันตีได้หรือไม่ว่า หากเกิดวิกฤตรอบใหม่ใครจะเป็นเจ้าภาพ และจะช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอย่างไร โดยเฉพาะการจ่ายค่างวดต่างๆ จะสามารถพักชำระหนี้ให้เขาได้หรือไม่ และต้องคิดด้วยว่า หม้อข้าวใบนี้จะต้องมีการเติมข้าวเพื่อให้สามารถทำมาหากินได้ต่อไป เพราะในช่วงที่ผ่านมามีหลายองค์กรที่นำเสนอขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่าได้รับการตอบสนองกลับมาน้อยมาก และจากประสบการณ์ของการแพร่ระบาดในช่วงที่ผ่านมา ตนมีความวิตกกังวลว่า หากมีการแพร่ระบาดรอบใหม่ภูเก็ตจะดับสนิท ซึ่งขณะนี้เครื่องเริ่มที่จะสตาร์ติดบ้างแล้ว กิจกรรมบางอย่างเริ่มขับเคลื่อนไปได้บ้าง
"ในส่วนของมาตรการ 5 T นั้น พึ่งทราบรายละเอียด และมองว่าเป็นมาตรการที่ดี แต่ควรจะมีการเพิ่มในส่วนของทีมเวิร์ด ทั้งหมดเป็นหลักการดี แต่สุดท้ายในทางปฏิบัติมีความมั่นใจได้มากน้อยเพียงใดว่า หากเกิดปัญหาขึ้น ผู้ว่าฯ จะมีอำนาจในการตัดสินใจได้เต็มที่หรือไม่ รวมถึงทีมแพทย์ด้วย เพราะขณะนี้หลายคนการ์ดเริ่มตกและเริ่มประมาท จึงอยากให้พิจารณาให้รอบคอบ"