ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจีน ครั้งที่ 19 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยได้หารือการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาพการค้าในปัจจุบัน ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และได้ยืนยันถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่จะต้องเดินหน้าต่อ รวมทั้งได้รับทราบโครงการสร้างการรับรู้เรื่องการใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าฉบับใหม่ภายใต้พิธีสารยกระดับความตกลงอาเซียน-จีน และการปรับปรุงแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับการใช้ประโยชน์จากความตกลง ACFTA ได้ดียิ่งขึ้น
ดร.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับการประชุมหารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน ฮ่องกง ครั้งที่ 4 ได้ติดตามความคืบหน้าผลการบังคับใช้ของความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนฮ่องกง (AHKFTA) และความตกลงด้านการลงทุนอาเซียนฮ่องกง (AHKIA) โดยล่าสุดมีผลบังคับใช้กับอาเซียน 8 ประเทศและฮ่องกง และจะมีผลบังคับใช้กับบรูไน ในวันที่ 20 ต.ค. 2563 ส่วนกัมพูชาอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายใน คาดว่าจะสามารถให้สัตยาบันได้ภายในปีนี้ และยังได้รับทราบความคืบหน้าเรื่องความร่วมมือ ECOTECH ที่ฮ่องกงสนับสนุนงบประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ให้อาเซียนจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ โดยในปีนี้มีโครงการที่ผ่านการอนุมัติแล้วจำนวน 6 โครงการ เป็นโครงการจากไทย 2 โครงการ คือ โครงการส่งเสริม SMEs ในการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่การผลิตโลก และโครงการส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง AHKFTA ในยุคดิจิทัล
ขณะที่การหารือกับญี่ปุ่น ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการมีผลใช้บังคับของพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียนญี่ปุ่น (AJCEP) เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2563 ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่ให้สัตยาบันแล้ว ได้แก่ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม สำหรับบรูไน จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ต.ค. 2563 ซึ่งจะส่งผลดีด้านการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังได้เสนอที่จะสนับสนุนอาเซียน ในด้านการใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกทางการค้า การยกระดับห่วงโซ่การผลิตให้มีความหลากหลาย และการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม เพื่อบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์โควิด-19