(29 สิงหาคม 2563) จากกรณีที่ฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับผิดชอบค่าใช้จายการต่อสู้คดีกับ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บริษัท อัครารีซอร์สเซส จำกัด โดยใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองอัครานั้น โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้ มาตรา 44 ออกคำสั่งปิดเหมืองอัครา แต่อย่างใด
ทั้งนี้ แค่สั่งให้หยุดดำเนินการเหมืองไปก่อนเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมี พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ แล้วให้ทางเหมืองอัครา มาขออนุญาตดำเนินการเปิดเหมืองอีกครั้ง เนื่องจากมีหลายปัญหา เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนได้รับผลกระทบ อีกทั้ง ยังได้รับการร้องเรียนตั้งแต่สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมถึงเรื่องการบุกรุกพื้นที่บางส่วน จึงให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และต่อมาได้รับรายงานว่า ป.ป.ช. ของประเทศออสเตรเลีย ตรวจสอบพบการทุจริตในประเทศอีกด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ระหว่างการให้หยุดดำเนินการ บริษัทดังกล่าวมีการเลิกจ้างคนและปิดเหมืองเอง
"เมื่อ พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ออกมา ก็ไม่ได้เข้ามาขออนุญาตดำเนินการ แต่กลับนำประเด็นนี้ไปฟ้องร้องต่อศาลต่างประเทศ เหมือนคดีวอลเตอร์ บาว หรือ ดอนเมืองโทลล์เวย์ ที่มีการฟ้องร้องในศาลต่างประเทศ ก็ต้องไปจ้างทนายสู้คดีกันไป ที่มีการลือกันว่ารัฐบาลแพ้แล้วต้องจ่ายค่าเสียหายแล้วนั้น ตอนนี้ยังไม่มีใครแพ้ใครชนะทั้งสิ้น" นายวิษณุ กล่าว
ส่วนหากประเทศไทยชนะจะสามารถเรียกร้องให้บริษัท คิงส์เกต รับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้หรือไม่นั้น นายวิษณุ ระบุว่า เรื่องนี้แล้วแต่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ จะให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้หรือไม่