เนชั่นทีวี

ข่าว

รอง ผบช.น. แจงป.ป.ช.ไม่ชี้มูลผิดคดีบอส อยู่วิทยา ยันทำสำนวนเพียง 2 เดือนถูกย้าย

22 ส.ค. 2563 | sitthichai_nak

รอง ผบช.น. แจงป.ป.ช.ไม่ชี้มูลผิดคดีบอส อยู่วิทยา ยันทำสำนวนเพียง 2 เดือนถูกย้าย

"สุคน พรหมายน" แจงเคยร่วมคณะ พนง.สบ."บอส อยู่วิทยา" เพียง 2 เดือน แจ้งไปแล้ว 2 ข้อหา 'ขับรถเร็ว - เมาแล้วขับ' ก่อนพ้นเก้าอี้นครบาล 5 ปลายปี 55 ชุดใหม่สานต่อสำนวน อาทิ ผลตรวจ 4 สารเคมี รายละเอียดไม่เคยทราบ ยก ป.ป.ช.ไม่เคยเรียกไต่สวน แสดงว่าตนไม่เคยบกพร่อง

วันที่ 23 ส.ค.2563 พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) เปิดเผยกับทีมข่าวเนชั่นทีวี ขอชี้แจงรายละเอียดถึงความเกี่ยวข้องของตัวเองในคดี เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2555 นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ขับรถชนดาบตำรวจ(ด.ต.)วิเชียร กลั่นประเสริฐ จนเสียชีวิตนั้น ว่า ก่อนหน้านี้ได้ส่งหนังสือรายงานชี้แจงให้กับทางคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อชี้แจงรายละเอียดดังกล่าว จึงได้ทำเอกสารฉบับดังกล่าวนี้ไปแจกให้ผู้เข้าร่วมวันนั้น ตลอดจนสื่อมวลชนที่มาทำข่าวก็ได้รับด้วย
ต่อมา เอกสารที่นำแจก ถูกนำเสนอข่าวโดยมีการระบุชื่อตนหลายครั้ง อาจมีบางส่วนบิดเบือนไปบ้าง จึงอยากออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ตามที่ตนได้ไปชี้แจงให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวรับทราบอีกครั้งให้ชัดเจน
ที่ผ่านมา สื่อบางสำนักนำเสนอข่าวในส่วนของตน ว่า คณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้มีตนอยู่ด้วย แต่จริงๆ แล้วนั้น วันเกิดเหตุเป็นเรื่องของตำรวจ สน.ทองหล่อที่ต้องรับผิดชอบคดีนี้ มีพนักงานสอบสวนเป็นเจ้าของคดี ต่อมามีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมา โดยมีตนขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5(รอง ผบก.น.5) เป็นหัวหน้าคณะ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย.ถึงวันที่ 29 พ.ย.2555 เป็นระยะเวลาเพียง 2 เดือน ต่อมาได้มีคำสั่งจาก บช.น.ให้ตนย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1(รอง ผบก.น.1) จึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสำนวนคดีนี้

หลังจากนั้น ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5(ผบก.น.5) หรือ พล.ต.ต.กฤษ เปียแก้ว ได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนอีกชุดเข้ามาโดยมี พล.ต.ต.กฤษ เป็นหัวหน้าคณะ และมี พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รอง ผบก.น.5 ในขณะนั้นมาเป็นรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการต่อจากคณะพนักงานสอบสวนชุดเดิม ซึ่งหลังจากนั้นตนไม่ทราบแล้วว่าการสอบสวนเป็นอย่างไรบ้าง เพราะว่าได้โยกย้ายตำแหน่งไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายในงานนี้อีก
โดยในช่วงที่ตนไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ สิ่งที่ตนเองทำอะไรไปบ้าง ก็ได้อธิบายให้กับทางคณะกรรมาธิการไปว่า ได้ตั้งประเด็นการสอบสวน ไว้มีประเด็นหลักๆ คือ 1.ขับรถเร็ว 2.เมาแล้วขับ และ3.สารแปลกปลอมในร่างกาย 
กรณีขับรถเร็ว มีการติดตามผลการตรวจของกองพิสูจน์กลักฐาน ที่ได้พิสูจน์ผลออกมาว่า ความเร็วรถที่ได้จากภาพกล้องวงจรปิดนั้น มีความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง(กม./ชม.) บวกลบ 17 แบบนี้ถือว่าขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนกรณีเมาแล้วขับ มีผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ปรากฎว่ามี 64 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น ซึ่งตามกฎหมายเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว จึงมีการแจ้งข้อหาเช่นกัน

รอง ผบช.น. แจงป.ป.ช.ไม่ชี้มูลผิดคดีบอส อยู่วิทยา ยันทำสำนวนเพียง 2 เดือนถูกย้าย

กรณีสุดท้าย สารแปลกปลอมในร่างกายนั้น ได้มีการนำไปตรวจตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เรียบร้อย โดยให้แพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้ตรวจ เพราะทางตำรวจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จึงต้องจำแนกประเภทสารออกมาว่าเป็นอะไรบ้าง อีกทั้งยังส่งข้อมูลตัวนี้ให้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจทำการตรวจสอบอีกครั้งด้วย ก่อนมีผลตรวจออกมาตรงกัน มีจำนวนสาร 4 ตัว จากนั้นทางตำรวจก็นำสารเหล่านี้มาตรวจสอบจากพระราชบัญญัติยาเสพติดว่า ตัวสารเคมีใดคือยาเสพติดประเภทที่ 1 ,2 ,3 ,4 ปรากฎว่าไม่มีชื่อสารเหล่านี้ว่าเข้าข่ายเป็นยาเสพติดแต่อย่างใด จึงทำได้เพียงทำการสอบสวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้ตรวจสารดังกล่าวไว้ประกอบสำนวน ก่อนที่ตนจะถูกโยกย้ายพ้นจากตำแหน่ง ทำให้ไม่ทันได้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนชุดหลังจากนั้นจะต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง
ต่อมา ปี 2559 ได้มีการร้องเรียนมาว่าสำนวนคดีดังกล่าวบกพร่อง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยมีทางจเรตำรวจ และมีรองจเรตำรวจ พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ในขณะนั้น เข้ามาตรงจสอบว่าใครบกพร่องอะไรบ้าง ตามไทม์ไลน์ ในส่วนของเจ้าตัวเองนั้น ได้มีข้อสรุปว่า ยุติเรื่อง ไม่มีความบกพร่อง
สำหรับกรณี ปี 2560 ทาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับเรื่องมาว่า พนักงานสอบสวนช่วยเหลือคดีนี้ ใน 3 ข้อหา ตลอดจนไม่ออกหมายจับ จึงให้ชุดพนักงานสอบสวนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทำรายงานชี้แจง ซึ่งทางตนได้รายงานเข้าไป ในฐานะมีชื่ออยู่ในคณะพนักงานสอบสวน ชี้แจงไปตามไทม์ไลน์ ปรากฎว่าทาง ป.ป.ช.ไม่ได้เรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา และไตร่สวนมูลฟ้อง แต่ท่านอื่นโดนหมด
กระทั่ง ปี 2562 มีผลสรุปออกมาว่า ตนไม่ถูกชี้มูลความผิดเรื่องวินัยไม่ร้ายแรง จากนั้นส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาในส่วนของตน ทางป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องมาตรา 64 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ให้หน่วยงานต้นสังกัด คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งทางหน่วยต้นสังกัดก็ได้ตรวจสอบไปก่อนแล้วว่าให้ควรยุติเรื่อง อย่างไรก็ตาม จึงอยากให้ทางสื่อมวลชนทราบถึงข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอข่าวตามความเป็นจริง

ข่าวล่าสุด