กรณีสุดท้าย สารแปลกปลอมในร่างกายนั้น ได้มีการนำไปตรวจตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เรียบร้อย โดยให้แพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้ตรวจ เพราะทางตำรวจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จึงต้องจำแนกประเภทสารออกมาว่าเป็นอะไรบ้าง อีกทั้งยังส่งข้อมูลตัวนี้ให้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจทำการตรวจสอบอีกครั้งด้วย ก่อนมีผลตรวจออกมาตรงกัน มีจำนวนสาร 4 ตัว จากนั้นทางตำรวจก็นำสารเหล่านี้มาตรวจสอบจากพระราชบัญญัติยาเสพติดว่า ตัวสารเคมีใดคือยาเสพติดประเภทที่ 1 ,2 ,3 ,4 ปรากฎว่าไม่มีชื่อสารเหล่านี้ว่าเข้าข่ายเป็นยาเสพติดแต่อย่างใด จึงทำได้เพียงทำการสอบสวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้ตรวจสารดังกล่าวไว้ประกอบสำนวน ก่อนที่ตนจะถูกโยกย้ายพ้นจากตำแหน่ง ทำให้ไม่ทันได้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนชุดหลังจากนั้นจะต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง
ต่อมา ปี 2559 ได้มีการร้องเรียนมาว่าสำนวนคดีดังกล่าวบกพร่อง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยมีทางจเรตำรวจ และมีรองจเรตำรวจ พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ในขณะนั้น เข้ามาตรงจสอบว่าใครบกพร่องอะไรบ้าง ตามไทม์ไลน์ ในส่วนของเจ้าตัวเองนั้น ได้มีข้อสรุปว่า ยุติเรื่อง ไม่มีความบกพร่อง
สำหรับกรณี ปี 2560 ทาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับเรื่องมาว่า พนักงานสอบสวนช่วยเหลือคดีนี้ ใน 3 ข้อหา ตลอดจนไม่ออกหมายจับ จึงให้ชุดพนักงานสอบสวนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทำรายงานชี้แจง ซึ่งทางตนได้รายงานเข้าไป ในฐานะมีชื่ออยู่ในคณะพนักงานสอบสวน ชี้แจงไปตามไทม์ไลน์ ปรากฎว่าทาง ป.ป.ช.ไม่ได้เรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา และไตร่สวนมูลฟ้อง แต่ท่านอื่นโดนหมด
กระทั่ง ปี 2562 มีผลสรุปออกมาว่า ตนไม่ถูกชี้มูลความผิดเรื่องวินัยไม่ร้ายแรง จากนั้นส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาในส่วนของตน ทางป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องมาตรา 64 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ให้หน่วยงานต้นสังกัด คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งทางหน่วยต้นสังกัดก็ได้ตรวจสอบไปก่อนแล้วว่าให้ควรยุติเรื่อง อย่างไรก็ตาม จึงอยากให้ทางสื่อมวลชนทราบถึงข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอข่าวตามความเป็นจริง