(21 สิงหาคม 2563) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีเสวนาสาธารณะ ภาคการเมืองและรัฐสภา หัวข้อ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอนาคตของชาติบ้านเมือง" ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเป็นวิทยากรอย่างพร้อมเพรียง
โดยนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป. กล่าวถึงกระแสการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ทุกฝ่ายในสังคมเห็นพ้องต้องกันว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะคลายปมความขัดแย้งไปได้ในระดับหนึ่ง และสามารถดึงความขัดแย้งนอกสภาฯ มาคุยในสภาฯได้ เพื่อเป็นเวทีหลอมรวมความขัดแย้งให้พูดจากันด้วยเหตุและผล
ทั้งนี้ เรื่องการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นั้น พรรคการเมืองก็เห็นด้วย แต่คงต้องใช้เวลาในการพูดคุย เพราะยังมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องกรอบเวลานั้น ก็ยังมีปมปัญหาเรื่องช่วงเวลาของการยุบสภาฯ และนอกจากการแก้มาตรา 256 แล้ว ยังมีปมที่เกี่ยวกับ ส.ว. ที่มีส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้มี ส.ว. บางส่วนให้ยังมีอยู่ และตัดอำนาจบางส่วน แต่ต้องยอมรับว่า ส.ว.ต้องมีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย จึงยากที่จะทำให้ ส.ว.หมดสิ้นไปจากสภาฯ แต่หากให้คง ส.ว.ไว้ และลดอำนาจการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะเป็นไปได้
ขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ เป็นแบบนี้มาตลอด แต่บุคคลที่มาเรียกร้องนั้นแตกต่างกันไปตามยุคสมัย ซึ่งการเรียกร้องทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ประเด็นที่แปลกประหลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความต้องการของประชาชน
ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับเป็นกฎกติกาของบ้านเมือง ซึ่งเหตุการณ์ของบ้านเมืองก็เปลี่ยนไปทุกยุคสมัย ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงต้องปรับแก้ไขได้อยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกาที่แก้รัฐธรรมนูญบ่อยมาก แต่วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศดังกล่าว จะเก็บต้นฉบับไว้ และแก้ไขไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงยุคหนึ่งที่รู้สึกว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นปัญหามากต่อสังคม ดังนั้น ทุกประเทศในโลกไม่มีรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกแก้ไข
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า แต่เหตุผลและวิธีการนั้นแตกต่างกันไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทยจึงไม่แปลกอะไร และหากดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรทั้งนั้น แต่ว่าประเทศไทย จะทำอย่างไร ให้ประชาชนรู้สึกว่า รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นคู่มือประชาชนที่มีไว้ สำหรับคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ใช่เป็นคู่มือของฝ่ายการเมือง ประชาชนก็ไม่ทราบว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากรัฐธรรมนูญ
"หัวใจของรัฐธรรมนูญ คือ ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นของพวกเขา ในส่วนของคณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ทำความเข้าใจว่า มาเพื่อศึกษา แต่ไม่ได้มาเพื่อแก้ ไม่ว่าจะมาจากพรรคใด แต่เอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และยืนยันว่า การประชุมกรรมาธิการฯทุกนัด ไม่เคยพูดถึงประโยชน์ทางการเมือง ตลอดจนเคารพทั้งเสียงข้างมากและข้างน้อย ดังนั้น ถ้าเมื่อไหร่ที่ร่วมมือทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง" ประธาน กมธ. กล่าว
นายพีระพันธุ์ ยังชี้แจงถึงการทำงานของกมธ.ว่า เมื่อพิจารณามาถึงมาตรา 256 ก็มีความเห็นส่วนใหญ่ ว่าควรจะต้องแก้ไข เพราะไม่เช่นนั้น จะยุ่งยากลำบากและใช้เวลามากเกินไป ต่อมาก็มีข้อเสนอว่า หากจะต้องยกร่างทั้งฉบับ ก็ให้ใช้ระบบ สสร.
นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน มองปรากฎการณ์การชุมนุม ว่า ไม่ควรมองข้าม และควรนำปรากฎการณ์เป็นตัวกระตุ้นให้แก้ไข และการแก้ไขที่จะดำเนินการได้ในวันนี้ (21ส.ค.) คือ กติกา หรือรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ชุมนุมก็เรียกร้องชัดเจน แต่แม้ไม่มีการชุมนุม ก็มองแล้วว่า ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่เมื่อมีการชุมนุมก็เป็นสิ่งเร้าให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้ทั้งการนำสังคมเข้าและออกสู่ความขัดแย้ง หลายครั้งก็นำสู่วิกฤติครั้งใหญ่ แต่หลายครั้งที่ความขัดแย้งนั้น แก้ไขด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องดูว่าครั้งนี้ จะแก้ถูกหรือแก้ผิด สิ่งที่ต้องตระหนักมากๆก็คือ หลายครั้งมีกลุ่มการแก้รัฐธรรมนูญ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอยากแก้จริงๆ แก้เพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ที่เป็นทางออกของสังคม 2.แก้เพื่อลดกระแส แต่ไม่ได้จริงใจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พึงระวัง
3.แก้เพื่อสร้างกระแส เพื่อเอาใจมวลชน ถ้าไม่หวังผลสัมฤทธิ์ ก็จะเกิดปัญหา ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญในแบบที่หนึ่ง จากนั้น ก็มาคิดกันว่า จะทำอย่างไรจึงจะสัมฤทธิ์ โดยการนำบทเรียนมาพิจารณา ด้วยการปิดจุดเสี่ยง คือ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ ส.ว.เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ หาก ส.ว.ไม่เห็นด้วยก็จะล้มตั้งแต่ยกแรก และปิดจุดที่สอง คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 ที่ในอดีตศาลวินิจฉัยว่าการแก้ไขเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ