เนชั่นทีวี

ข่าว

นักการเมืองยังมองต่างวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

21 ส.ค. 2563 | chairat_pat

นักการเมืองยังมองต่างวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ครป.เปิดเวทีเสวนาระดมความเห็นนักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญ "พีระพันธ์ุ" ย้ำทุกฝ่ายเห็นตรงมาตรา 256 เพื่อเปิดประตูดำเนินการ ขณะที่ "สุทิน" ขีดเส้นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำงาน 120 วัน รวม 15 เดือน ต้องได้ฉบับใหม่ ด้าน "ภราดร" ย้ำควรฟังความเห็นรอบด้าน อย่ารีบเร่ง

(21 สิงหาคม 2563) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีเสวนาสาธารณะ ภาคการเมืองและรัฐสภา หัวข้อ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอนาคตของชาติบ้านเมือง" ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเป็นวิทยากรอย่างพร้อมเพรียง

โดยนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป. กล่าวถึงกระแสการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ทุกฝ่ายในสังคมเห็นพ้องต้องกันว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะคลายปมความขัดแย้งไปได้ในระดับหนึ่ง และสามารถดึงความขัดแย้งนอกสภาฯ มาคุยในสภาฯได้ เพื่อเป็นเวทีหลอมรวมความขัดแย้งให้พูดจากันด้วยเหตุและผล

ทั้งนี้ เรื่องการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นั้น พรรคการเมืองก็เห็นด้วย แต่คงต้องใช้เวลาในการพูดคุย เพราะยังมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องกรอบเวลานั้น ก็ยังมีปมปัญหาเรื่องช่วงเวลาของการยุบสภาฯ และนอกจากการแก้มาตรา 256 แล้ว ยังมีปมที่เกี่ยวกับ ส.ว. ที่มีส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้มี ส.ว. บางส่วนให้ยังมีอยู่ และตัดอำนาจบางส่วน แต่ต้องยอมรับว่า ส.ว.ต้องมีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย จึงยากที่จะทำให้ ส.ว.หมดสิ้นไปจากสภาฯ แต่หากให้คง ส.ว.ไว้ และลดอำนาจการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะเป็นไปได้

ขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ เป็นแบบนี้มาตลอด แต่บุคคลที่มาเรียกร้องนั้นแตกต่างกันไปตามยุคสมัย ซึ่งการเรียกร้องทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ประเด็นที่แปลกประหลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับเป็นกฎกติกาของบ้านเมือง ซึ่งเหตุการณ์ของบ้านเมืองก็เปลี่ยนไปทุกยุคสมัย ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงต้องปรับแก้ไขได้อยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกาที่แก้รัฐธรรมนูญบ่อยมาก แต่วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศดังกล่าว จะเก็บต้นฉบับไว้ และแก้ไขไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงยุคหนึ่งที่รู้สึกว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นปัญหามากต่อสังคม ดังนั้น ทุกประเทศในโลกไม่มีรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกแก้ไข

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า แต่เหตุผลและวิธีการนั้นแตกต่างกันไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทยจึงไม่แปลกอะไร และหากดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรทั้งนั้น แต่ว่าประเทศไทย จะทำอย่างไร ให้ประชาชนรู้สึกว่า รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นคู่มือประชาชนที่มีไว้ สำหรับคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ใช่เป็นคู่มือของฝ่ายการเมือง ประชาชนก็ไม่ทราบว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากรัฐธรรมนูญ

"หัวใจของรัฐธรรมนูญ คือ ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นของพวกเขา ในส่วนของคณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ทำความเข้าใจว่า มาเพื่อศึกษา แต่ไม่ได้มาเพื่อแก้ ไม่ว่าจะมาจากพรรคใด แต่เอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และยืนยันว่า การประชุมกรรมาธิการฯทุกนัด ไม่เคยพูดถึงประโยชน์ทางการเมือง ตลอดจนเคารพทั้งเสียงข้างมากและข้างน้อย ดังนั้น ถ้าเมื่อไหร่ที่ร่วมมือทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง" ประธาน กมธ. กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังชี้แจงถึงการทำงานของกมธ.ว่า เมื่อพิจารณามาถึงมาตรา 256 ก็มีความเห็นส่วนใหญ่ ว่าควรจะต้องแก้ไข เพราะไม่เช่นนั้น จะยุ่งยากลำบากและใช้เวลามากเกินไป ต่อมาก็มีข้อเสนอว่า หากจะต้องยกร่างทั้งฉบับ ก็ให้ใช้ระบบ สสร.

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน มองปรากฎการณ์การชุมนุม ว่า ไม่ควรมองข้าม และควรนำปรากฎการณ์เป็นตัวกระตุ้นให้แก้ไข และการแก้ไขที่จะดำเนินการได้ในวันนี้ (21ส.ค.) คือ กติกา หรือรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ชุมนุมก็เรียกร้องชัดเจน แต่แม้ไม่มีการชุมนุม ก็มองแล้วว่า ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่เมื่อมีการชุมนุมก็เป็นสิ่งเร้าให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้ทั้งการนำสังคมเข้าและออกสู่ความขัดแย้ง หลายครั้งก็นำสู่วิกฤติครั้งใหญ่ แต่หลายครั้งที่ความขัดแย้งนั้น แก้ไขด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องดูว่าครั้งนี้ จะแก้ถูกหรือแก้ผิด สิ่งที่ต้องตระหนักมากๆก็คือ หลายครั้งมีกลุ่มการแก้รัฐธรรมนูญ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอยากแก้จริงๆ แก้เพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ที่เป็นทางออกของสังคม 2.แก้เพื่อลดกระแส แต่ไม่ได้จริงใจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พึงระวัง

3.แก้เพื่อสร้างกระแส เพื่อเอาใจมวลชน ถ้าไม่หวังผลสัมฤทธิ์ ก็จะเกิดปัญหา ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญในแบบที่หนึ่ง จากนั้น ก็มาคิดกันว่า จะทำอย่างไรจึงจะสัมฤทธิ์ โดยการนำบทเรียนมาพิจารณา ด้วยการปิดจุดเสี่ยง คือ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ ส.ว.เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ หาก ส.ว.ไม่เห็นด้วยก็จะล้มตั้งแต่ยกแรก และปิดจุดที่สอง คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 ที่ในอดีตศาลวินิจฉัยว่าการแก้ไขเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มี 3 หลักการ คือ ฟังประชาชน ฟังกมธ.ศึกษาหลักเกณฑ์ฯ และมาสรุปร่วม กับจุดยืนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกจากความขัดแย้ง ก้าวสู่ความปรองดอง คือ รัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอมรับ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นการไม่ยอมรับกัน การจะยอมรับได้ ต้องดูว่าที่มาของรัฐธรรมนูญใครเป็นคนเขียน สาระเนื้อหามีการแบ่งปันอำนาจอย่างชอบธรรม ส่วน สสร. ที่ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเลือกตั้งมาจังหวัด ทั้งหมด 200 คน และเป็นครั้งแรกที่จะกำหนดเกณฑ์อายุต่ำสุด 18 ปี ให้เข้ามาเป็น สสร.

"พรรคเพื่อไทยจะเป็นหนึ่งในประชาชนที่เสนอข้อเรียกร้องต่างๆให้ สสร. เป็นผู้เขียน เพราะพรรคเพื่อไทยจะไม่เขียนเอง เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ ส่วนเงื่อนเวลาเหมาะสม ได้ประมาณกันไว้ว่า มาตรา 256 แล้วเสร็จทูลเกล้าฯได้ภายในก.พ. 2564 จากนั้นมี สสร.ในเดือนก.พ. ต่อมา สสร. ทำงาน 120 วัน และทำประชามติ ทั้งกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นภายใน 13 เดือน ไม่เกิน 15 เดือน ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนที่มีการกังวลว่า รัฐบาลจะนำ สสร.ไปอ้างเพื่อต่ออายุรัฐบาลนั้น" นายสุทิน กล่าวและว่า รัฐบาลสามารถอ้างการต่ออายุรัฐบาลได้ถึงเดือนก.พ. คือ จนกว่าจะมี สสร. แต่เมื่อมี สสร.แล้ว ต่อให้รัฐบาลจะอยู่ต่อหรือยุบสภาฯ ก็ไม่กระทบการทำงานของ สสร.

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา สภาฯ กล่าวว่า สถานการณ์การชุมนุมในขณะนี้ แปลกประหลาดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะการก่อตัวขึ้นมา คือ ต้องย้อนไปเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่สถานการณ์การเกิดขึ้นนั้นคล้ายกันมาก เพราะ 14 ตุลาฯ เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศมีรัฐประหารยาวนาน 10 ปี ประชาชนรู้สึกไม่เป็นธรรม รู้สึกไม่ดีกับรัฐบาล เช่นเดียวกับสถานการณ์วันนี้

"ไม่ใช่พึ่งก่อตัว แต่ก่อตัวตั้งแต่มีการรัฐประหาร สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 5-6 ปี เป็นสิ่งที่กดทับจากหลายเหตุการณ์ เช่น นาฬิกาเพื่อนแหวนแม่ ก็เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนติดใจ และบางเหตุการณ์ หลายฝ่ายก็มองว่า ไม่เป็นธรรม หรือการคิดคะแนนผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการกดทับของสังคมที่พร้อมจะระเบิดขึ้นตลอดเวลา" นายภราดร กล่าว

ทั้งนี้ การชุมนุมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เป็นการชุมนุมที่เกิดขึ้นจากข้างในสภาฯ แล้วข้างในสภาฯ ต่อสู้ไม่ชนะ แล้วต่อสู้ข้างนอก แต่ครั้งนี้ คือ การต่อสู้นอกสภาฯ แล้วเข้ามาในสภาฯ จึงมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะมีความขัดแย้ง เพราะประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องมีความโต้แย้ง

ส่วนแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ถ้าผู้มีอำนาจไม่อนุญาตให้แก้ไข ก็จะเป็นไปไม่ได้เลย จึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่จะแก้ไขเป็นรายมาตรา ก็จะยากมากในการเลือกว่าจะแก้ไขมาตราใด พรรคภูมิใจไทยจึงเห็นว่า ควรตั้ง สสร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่มาของ สสร.นั้น ควรมาจากประชาชน แต่การมาจากประชาชนมีหลายรูปแบบ ทั้งการเลือกตั้งทางตรง กับการเลือกตั้งทางอ้อม ข้อดีของการเลือกตั้งทางตรง คือ การคืนอำนาจให้กับประชาชนทั้งหมด แต่ไม่สามารถการันตีความหลากหลายในสาขาอาชีพได้

ขณะเดียวกัน ทั้งที่รัฐธรรมนูญต้องมีตัวแทนจากคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ดังนั้น การเลือกตั้งทางตรงอาจจะไม่ตอบโจทย์หรือไม่ และ สสร. ควรแบ่งเป็น 2 ส่วน หรือไม่ คือ มีทั้งทางตรงและทางอ้อม จากนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มสาขาอาชีพ โดยใช้วิธีการเลือกไขว้ ส่วนเงื่อนเวลาของการได้มาซึ่ง สสร. อาจใช้เวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2563 ถึง ก.พ. 2564 แต่หากให้เวลา สสร.ร่างรัฐธรรมนูญ

"แค่ 4 เดือนหรือ 120 วัน ตามที่นายสุทินคาดการณ์นั้น ผมมองว่าเร็วเกินไป เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ใช้เวลาประมาณ 13 เดือน และ สสร. เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อรับฟังความคิดเห็น ดังนั้น หากจำกัดเวลา สสร. แค่ 4 เดือน จะเป็นการเร่งรัดให้ สสร.ทำงานเร่งรัด เร่งรีบเกินไป ยืนยัน ผมไม่ได้เรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญยาวนาน 11 ปี เหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่แค่มองถึงความเหมาะสม ที่ตนมองว่า ควรให้เวลา สสร. 10 เดือนถึง 1 ปี เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ" นายภราดร ระบุ

ขณะที่ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อย่าพึ่งมองว่าใครเป็นคนร่าง ใครเป็นคนใช้ ขอให้หันกลับมามองสาระของรัฐธรรมนูญ ต่อให้ไม่มีการชุมนุม รัฐธรรมนูญก็ยังต้องแก้ เนื่องจากพรรคมีมติชัดเจนว่าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศบังคับใช้ ก็ต้องเคารพและเดินตามกติกา แต่ย้ำว่าความตั้งใจไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะเมื่อพรรคไปร่วมรัฐบาล ก็มุ่งเป้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 256

ทั้งนี้ ยอมรับว่าพรรคไม่สามารถยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญเพียงลำพัง เพราะมีเสียงเพียง 52 เสียง และการยื่นญัตติต้องใช้ 98 เสียง ดังนั้น จึงต้องแสวงหาความร่วมมือจากพรรคอื่น พร้อมย้ำการแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่กระทบกับหมวด 1-2ส่วน สสร.นั้น พรรควางไว้ว่า 200 คน ควรมาจากการเลือกตั้ง 150 คน และ 50 คน มาจากการสรรหายวิชาชีพ ทั้งนักกฎหมายมหาชน ด้านรัฐศาสตร์ ด้านการเมืองการปกครอง และครอบคลุมเยาวชนนิสิต นักศึกษา เกณฑ์อายุขั้นต่ำ 18 ปี ผ่านกระบวนการภายในสถานศึกษา และ พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภา ในฐานะที่เป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญโดยตรงเข้าร่วมเป็น ส.ส.ร.ในฐานะประชาชนได้ โดยที่ส.ส.ร.ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อตั้ง ส.ส.ร.แล้ว ควรทบทวนบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้ ส.ว.มีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยส่วนช่วงเวลาในการแก้รัฐธรรมนูญ เชื่อว่าในเดือน ก.พ. น่าจะได้เห็นหน้าตาของ สสร.

ด้าน นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก็มีแนวคิดมาตลอดว่าต้องการให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ด้วยการตั้ง สสร. ยกเลิกมาตรา 269-272 เพื่อปิดสวิตซ์ ส.ว.ที่มาจาก คสช.อย่างเป็นทางการ แต่ให้ใช้ส.ว.ปกติต่อไป ยกเลิกการกำหนดว่า กฎหมายปฏิรูปประเทศต้องประชุมร่วมรัฐสภา และมาตรา 272 การให้อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ต้องยกเลิก รวมถึงมาตรา 279 ในการรับรองคำสั่งของ คสช.

นอกจากนี้ สสร.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ไม่ต้องมาจากทางอ้อมหรือแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เพื่อไม่ให้ ส.ส.ร.บางคนมีอิทธิพลเหนือ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนบางจังหวัดที่ประชากรมากและมี ส.ส.ร.ได้มากกว่า 1 คนนั้น ใช้วิธีการเลือกแบบวันแมนวันโหวต สำหรับหลักเกณฑ์อายุของ ส.ส.ร.คือ 18 ปีขึ้นไป เพราะมีความคิดความอ่านทางการเมืองชัดเจน นอกจากนี้ ไม่ควรกำหนดว่าห้ามแก้รัฐธรรมนูญในหมวดใดหมวดหนึ่ง แต่ควรเปิดกว้างในการแก้รัฐธรรมนูญ

ข่าวล่าสุด