รายงานของกองทัพสหรัฐฯ ประเมินด้วยว่า เกาหลีเหนือครอบครองอาวุธเคมี 1 ใน 3 ของจำนวนที่มีอยู่ทั่วโลก หรือราว 2,500-5,000 ตัน และถ้าเกิดสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรง เกาหลีเหนืออาจใช้อาวุธเคมีบรรจุในกระสุนปืนใหญ่ นอกจากนี้ ยังพัฒนาขีดความสามารถในการทำสงครามไซเบอร์ และผลิตแฮ็คเกอร์มากถึง 6,000 คน ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกัน ก็ประสบความสำเร็จในการเจาะข้อมูลจากฐานที่ปลอดภัยในประเทศของตัวเอง
รายงานของสหประชาชาติที่รั่วออกมาในเดือนนี้ ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ที่มีขนาดเล็กพอที่จะติดหัวรบขีปนาวุธได้แล้ว และหน่วยงานความมั่นคงในหลายประเทศ เตือนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อต้นเดือนนี้ว่าเกาหลีเหนืออาจเอาชนะอุปสรรคทางเทคนิค ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกลที่ใช้งานได้ และประเทศที่ไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อในรายงาน ระบุด้วยว่า เกาหลีเหนือยังคงพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ แม้จะเว้นว่างไปภายใต้ข้อตกลงระหว่างคิม จองอึน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการเจรจาว่าด้วยนิวเคลียร์ที่ชะงักงันอยู่ในตอนนี้ และแม้เกาหลีเหนือจะไม่ได้ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ หรือขีปนาวุธพิสัยไกล ตั้งแต่ปี 2560 แต่ก็มีการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปฮวาซอง-15 ที่มีศักยภาพโจมตีได้ทั่วประเทศสหรัฐฯ และยังทดสอบเทอร์โมนิวเคลียร์ หรือ ระเบิดไฮรเจน ที่ไซท์ทดสอบใต้ดิน ที่ความร้อนและความรุนแรงทำให้ภูเขาที่อยู่ด้านบน ทะลายไปบางส่วน