เนชั่นทีวี

ข่าว

ผลสำรวจเอสเอ็มอีร้องขอยืดมาตรการพักหนี้6เดือน

18 ส.ค. 2563 | orawan_jan

ผลสำรวจเอสเอ็มอีร้องขอยืดมาตรการพักหนี้6เดือน

สสว. เปิดผลสำรวจสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอีและสถานการณ์การจ้างงาน ภายหลังวิกฤตโควิด ชี้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ 78.9% อยากให้รัฐขยายมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยออกไปอีก 6 เดือน ระบุเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่ลดคนงานและค่าจ้างหลังวิกฤติโควิด

นายวีระพงศ์ มาลัยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว.ได้ทำการสำรวจสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี และสถานการณ์การจ้างงานภายหลังวิกฤตโควิด-19 ในช่วงวันที่ 20-27 มิถุนายน 2563 จากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน2,582 ราย จาก 21 สาขาธุรกิจ แบ่งออกเป็น ภาคการผลิต 618 ราย ภาคการค้า 912 รายและภาคการบริการ 1,052 ราย ครอบคลุมทั้ง 6 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้







ทั้งนี้ ผลการสำรวจ พบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่มีการกู้ยืมจำนวน 1,434 ราย คิดเป็นร้อยละ 55.5และธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการกู้ยืมเงิน จำนวน 1,148 ราย คิดเป็นร้อยละ 44.5ซึ่งแหล่งกู้ยืมเงินของเอสเอ็มอีส่วนใหญ่กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน คิดเป็นร้อยละ87.8 และกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบสถาบันการเงิน คิดเป็นร้อยละ 12.2










เมื่อแบ่งตามประเภทแหล่งเงินกู้พบว่ากู้ยืมจากธนาคารมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.2และรองลงมาคือการกู้ยืมจากไฟแนนซ์/ลิสซิ่ง คิดเป็นร้อยละ 12.3และบัตรเครดิตหรือ บัตรกดเงินสดคิดเป็นร้อยละ 5.5 ในส่วนแหล่งเงินกู้นอกระบบสถาบันการเงินพบว่าธุรกิจมีการกู้ยืมจากเพื่อน/ญาติพี่น้องมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 7.3 รองลงมาคือ การกู้ยืมจากกองแชร์ คิดเป็นร้อยละ 3.0 การกู้ยืมจากนายทุนเงินกู้คิดเป็นร้อยละ 1.6










สำหรับประเด็นคำถามภายหลังวิกฤตโควิด-19 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมองว่ามาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ควรขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือหรือไม่พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าควรขยายระยะเวลามาตรการต่อไป คิดเป็นร้อยละ 78.9และผู้ประกอบการที่มองว่า ยังไม่ควรขยายระยะเวลามาตรการ คิดเป็นร้อยละ 21.1 ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความเห็นว่าควรขยายระยะเวลาต่อจากมาตรการเดิมมองว่าควรจะขยายเป็นระยะเวลาเท่าไรพบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าควรขยายเวลาต่อจากเดิมไม่เกิน6 เดือน คิดเป็นร้อยละ 48.1 รองลงมา คือควรขยายเวลาจากเดิมไม่เกิน 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 26.7 และลำดับอื่นๆซึ่งจากความคิดเห็นทั้งหมดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพบว่าระยะเวลาเฉลี่ยที่ควรขยายระยะเวลาของมาตรการต่อจากเดิมคือ 4.7 เดือน

จากประเด็นคำถามวงเงินกู้สินเชื่อที่ธุรกิจต้องการจากมาตรการของภาครัฐ และระยะเวลาสินเชื่อที่ต้องการเพื่อใช้จ่ายในกิจการ ซึ่งถูกรวบรวมและจัดกลุ่มจากผู้ตอบแบบสอบถามในลักษณะปลายเปิดพิจารณาจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด และนำมาจัดกลุ่มเป็นช่วงคำตอบทั้งวงเงิน และระยะเวลาสินเชื่อ พบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องการวงเงินกู้อยู่ในช่วง 1,000-50,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 40.3 รองลงมาคือวงเงินกู้ในช่วง 100,001-500,000 คิดเป็นร้อยละ 19.2 และวงเงินกู้ในช่วง 50,001-100,000 คิดเป็นร้อยละ 18.6 ส่วนระยะเวลาสินเชื่อที่ต้องการมากที่สุดคืออยู่ในช่วงที่ไม่เกิน 6 เดือน คิดเป็นร้อยละ 26.0 รองลงมาคืออยู่ในช่วงที่ไม่เกิน 12 เดือน คิดเป็นร้อยละ 25.6 อยู่ในช่วงไม่เกิน 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 15.8 และอยู่ในช่วงไม่เกิน24 เดือน คิดเป็นร้อยละ 15













นายวีระพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานหลังโควิด-19 จากการสำรวจผู้ประกอบการทั้งหมด 2,582 ราย พบว่ากิจการมีจำนวนแรงงานเฉลี่ยทั้งหมด 8 คน (รวมสมาชิกในครอบครัวและเจ้าของธุรกิจ)โดยแบ่งเป็นแรงงานเฉลี่ยที่เป็นสมาชิกในครอบครัว 2 คน ลูกจ้างประจำ 4 คน และลูกจ้างรายวัน 2 คน โดยค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนของกิจการเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 27.5 โดยในส่วนของกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี มีแรงงานเฉลี่ย 4 คน มีค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนของกิจการเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 27.1 กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก มีแรงงานเฉลี่ย 12 คน มีค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนของกิจการเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 28.3 และกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง มีแรงงานเฉลี่ย 119 คน มีค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนของกิจการเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 24.3















ด้านประเด็นการเปลี่ยนแปลงด้านแรงงาน หลังโควิด-19 สำรวจข้อมูลจากคำถามปลายเปิด และนำมาวิเคราะห์เฉพาะกิจการที่มีลูกจ้างประจำและลูกจ้างรายวันเท่านั้น พบว่า จำนวนแรงงาน และค่าจ้างแรงงาน กิจการส่วนใหญ่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง คิดเป็นร้อยละ 84.6 และร้อยละ 86.1 ตามลำดับ รองลงมา คือ มีการปรับลดจำนวนและค่าจ้างแรงงานลง คิดเป็นร้อยละ 12.0 และร้อยละ 11.2 ตามลำดับ ในส่วนโบนัส และค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าเดินทางกิจการส่วนใหญ่ไม่มีให้อยู่แล้ว














"จากการที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ถึง 84.6% ตอบว่าจะไม่ลดแรงงานและลดค่าจ้างหลังวิกฤติโควิด-19 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้ลดความกังวลใจต่อปัญหาการว่างงานลงได้มาก เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มสำคัญในการจ้างแรงงานของประเทศที่มีจำนวนการจ้างงานเกือบ 14 ล้านคน"นายวีระพงศ์กล่าว

ข่าวล่าสุด