สำหรับแนวโน้มสถานการณ์หลังจากนี้ ฝ่ายความมั่นคงประเมินเป็นฉากทัศน์ หรือ scenario ได้ 3 รูปแบบ คือ
1.บังคับใช้กฎหมายที่เหมาะสมในการรับมือกับผู้ชุมนุม เน้นดำเนินคดีเฉพาะตัวการสำคัญในการกระทำที่ร้ายแรงจริงๆ ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องรักษาฐานมวลชนที่ยังรักสถาบันเอาไว้ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ฝ่ายรักสถาบันมองว่ารัฐบาลยังเป็นทื่พึ่งได้ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านสถาบันจะเคลื่อนไหวโดยใช้ความรุนแรง คล้ายกับที่ฮ่องกง หรือ "ฮ่องกงโมเดล" มีการเผาทำลายสถานที่ ร้านค้า และยกระดับการชุมนุมกดดัน แต่รัฐบาลมีโอกาสรับมือได้ หากไม่เสียมวลชนกลุ่มเทิดทูนสถาบันไป
2.กรณีที่รัฐบาลนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรให้ชัดเจน ก็จะถูกกดดันจากการชุมนุมไปเรื่อยๆ รวมทั้งฝ่ายที่เทิดทูนสถาบันด้วย โดยมีปัจจัยด้านปัญหาเศรษฐกิจที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นตัวเสริมและเร่งสถานการณ์ สุดท้ายนายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา ซึ่งหากเลือกแนวทางลาออก แล้วใช้เสียงข้างมากเลือกนายกฯคนใหม่ ก็อาจซื้อเวลาไปได้ระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งฝ่ายที่เป็นรัฐบาลอยู่ในปัจจุบันมีโอกาสสูงที่จะพ่ายแพ้
3.ใช้แนวทางการเจรจา โดยไม่ยุบสภา แต่เสนอตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่แนวทางนี้ไม่แน่ว่าจะหยุดยั้งการชุมนุมได้ เพราะแกนนำม็อบมุ่งไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ และหากมีการยกเลิกมาตราที่คุ้มครองการกระทำต่างๆ ของ คสช. ก็อาจเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ และอาจนำไปสู่การรัฐประหารอีกรอบได้เช่นกัน