(12 สิงหาคม 2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคณะอาจารย์จากหลายสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ได้ออกแถลงการณ์จากคณาจารย์สืบเนื่องจากการจัดเวทีชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน และการปราศรัยในวันที่ 10 ส.ค. 2563 ณ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่า การปราศรัยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยเสนอให้แก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปราศรัยดังกล่าวเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างสุจริต และเป็นไปตามขอบเขตของกฎหมาย ดังบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
โดยมาตรา 34 ระบุว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน
สอดคล้องกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐไทยให้พันธกรณีอย่างกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ก็รับรองเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้ ข้อ 19คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ มีความเห็นว่าการแสดงออกครั้งนี้ เป็นตามครรลองของกฎหมาย บนหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย
"ข้อเสนอทั้ง 10 ประการ ของผู้ชุมนุมมิได้เป็นการละเมิดกฎหมายอาญา ในทางตรงกันข้าม คือ ข้อเสนออย่างตรงไปตรงมา และมหาวิทยาลัย ในฐานะสถาบันทางวิชาการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการแสวงหาทางออก เพื่อความก้าวหน้าของสังคมไทย ควรจะประกาศตนเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งควรต้องยกขึ้นมา วิเคราะห์ถกเถียงในพื้นที่สาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ มิใช่หลีกเลี่ยงหรือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น" แถลงการณ์ ระบุ