เนชั่นทีวี

ข่าว

6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด

12 ส.ค. 2563 | pakorn_pue

6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การกลับคำสั่งจาก "ฟ้อง" เป็น "ไม่ฟ้อง" จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ "บอส รอดทุกข้อหา" ทั้งๆ ที่ขับรถเฟอร์รารี่ชนตำรวจเสียชีวิตนั้น "เนชั่นทีวี" ได้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับการสั่งคดีดังหลายคดี เพื่อตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของอัยการบางส่วนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการใช้ดุลยพินิจในบางเรื่องบางคดีเป็นที่กังขาของสังคม

นอกจากคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทเจ้าของกิจการเครื่องดื่มชูกำลังดังคับโลกที่ "รอดทุกข้อหา" อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว จากการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปยังพบว่ามีคดีสำคัญๆ ที่เป็นข่าวโด่งดังอีกอย่างน้อยๆ 5 คดีที่สังคมคาใจการทำงานของอัยการยุคนี้
เริ่มจากคดีที่ ปปง.ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายพานทองแท้ หรือ "โอ๊ค" ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีต่อเนื่องแตกลูกจากคดีทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร
โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ก็มีความเห็นแบบเดียวกัน และยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแบบมีความเห็นแย้ง คือ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนให้ลงโทษจำคุก 4 ปีกับจำเลย (นายโอ๊ค) โดยไม่รอลงอาญา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะกลับให้ยกฟ้อง
เมื่อศาลยกฟ้องแบบมีความเห็นแย้งเช่นนี้ โดยปกติอัยการต้องยื่นอุทธรณ์ เพราะอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้องคดีมาตั้งแต่แรก แต่อัยการกลับมีความเห็นไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ทำให้ดีเอสไอทำความเห้นแย้งกลับมา เพื่อให้อัยการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ แต่สุดท้าย นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ในฐานะรักษาการอัยการสูงสุด ลงนามในคำสั่ง "ไม่อุทธรณ์" ทำให้คดีถึงที่สุด โดยนายเนตร เป็นคนเดียวกับที่มีคำสั่งไม่ฟ้องนายบอสจน "รอดทุกข้อหา"นอกจากนั้น ยังมีคดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งโยงถึงวัดพระธรรมกาย โดยศาลพิพากษาจำคุกผู้เกี่ยวข้องไปแล้วหลายคดี / แต่ในคดีที่ดีเอสไอยื่นฟ้อง นายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินที่ได้จากการทุจริต ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจากสหกรณ์ฯ ปรากฏว่าอัยการสำนักงานคดีพิเศษมึความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
ต่อมาพนักงานสอบสวนดีเอสไอทำความเห็นแย้ง ขณะนี้เรื่องอยู่ที่อัยการสูงสุด รอคำสั่งชี้ขาดว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง

6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด

อีก 1 คดีที่รอการชี้ขาดของอัยการสูงสุดมานานหลายเดือนแล้ว ก็คือ คดีทุจริตงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยผู้ถูกกล่าวหา คือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล พร้อมพวก
คดีนี้มี 7 สำนวน ในสำนวนแรก คณะกรรมการ ป.ป.ช.ส่งสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องมายังสำนักงานอัยการสูงสุด แต่ฝ่ายอัยการตรวจสำนวนแล้วพบข้อไม่สมบูรณ์ จึงต้องตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช. เพื่อแก้ไขข้อไม่สมบูรณ์นั้น ซึ่งคณะทำงานร่วมได้พิจารณาแล้ว มีมติให้สั่งฟ้อง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา จากนั้นได้ส่งมติและสำนวนให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาล แต่จนถึงปัจจุบัน ผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้ว อัยการสูงสุดยังไม่ได้ชี้ขาด ทั้งๆ ที่ตามขั้นตอนตามกฎหมาย ป.ป.ช. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561) มาตรา 77 อัยการสูงสุดไม่น่าจะมีความเห็นเป็นอื่นได้อีก นอกจากนำคดียื่นฟ้องต่อศาลเท่านั้นคดีที่กลายเป็นเผือกร้อนในมืออัยการสูงสุด ยังมีอีกอย่างน้อย 2 คดี
หนึ่งคือ คดีที่อัยการกลับคำสั่งจาก "ฟ้อง" เป็น "ไม่ฟ้อง" นางนิภา วิระเทพสุภรณ์ และ นายธนพล วิระเทพสุภรณ์ ภรรยาและลูกชายของ เสี่ยกำพล วิระเทพสุภรณ์ หลังถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีเจ้าหน้าที่บุกทลายสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเคร็ท ในข้อหาค้ามนุษย์ แต่ศาลยกฟ้อง และภายหลังอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ ได้อ้างคำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุดนี้ ทบทวนคำสั่งฟ้อง กลายเป็น "สั่งไม่ฟ้อง" ทั้งนางนิภา และลูกชาย ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เห็นพ้องด้วย ไม่ทำความเห็นแย้ง ทำให้คดีในส่วนนี้ถึงที่สุด นางนิภากับลูกพ้นมลทิน ส่วนเสี่ยกำพลหลบหนีไปตั้งแต่ถูกดำเนินคดี
คดีนี้แม้จะเกิดขึ้นก่อนที่นายวงศ์สกุลจะขึ้นเป็นอัยการสูงสุด แต่หลังจากเกิดเรื่อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ออกมาแฉทำนองว่า "นาย ว." ซึ่งกำลังจะไปทำงานใหญ่โตแถวถนนแจ้งวัฒนะ เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดี ทำให้สำนักงานอัยการสูงสุดต้องออกมาแถลงปฏิเสธข่าว ว่านาย ว.ไม่ได้หมายถึง นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษในขณะนั้น ซึ่งเป็น "ว่าที่อัยการสูงสุด"

6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด



ต่อมา นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์ และเครือข่าย 13 องค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ร้องขอให้ตรวจสอบดุลยพินิจของอัยการในคดีนี้ นายกฯจึงสั่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดยุค นายวงศ์สกุล ตรวจสอบ รวมถึงประเด็นการติดตามตัวเสี่ยกำพลที่ไม่มีความคืบหน้าด้วยการตรวจสอบเรื่องนี้ยืดเยื้อมานานตั้งแต่ต้นปี โดยไม่มีการสรุปผลออกมา และผู้ที่เป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบ คือ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ซึ่งเคยเป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูง ทำให้มูลนิธิรณสิทธิ์ และเครือข่าย 13 องค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ไม่เชื่อมั่น โดยเฉพาะหลังจากที่ นายเนตร ได้ลงนามในคำสั่งไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้ และยังเป็นผู้ที่มีคำสั่งไม่ฟ้องนายบอส จน "รอดทุกข้อหา" ด้วยสอง คือคดีอุ้มฆ่า บิลลี่ หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่มี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกรวม 4 คนตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งดีเอสไอพบหลักฐานใหม่ และทำสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องส่งให้อัยการ กลายเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปีที่แล้ว
แต่ต่อมา เมื่อวันที่ 23 มกราคม 63 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีในข้อหาหลักทั้งหมด คงคำสั่งฟ้องเพียงข้อหาเดียว คือ ยึดน้ำผึ้งป่าของบิลลี่ไปโดยมิชอบเท่านั้น พร้อมส่งสำนวนเป็นเอกสารทั้งหมด 17 แฟ้มคืนกลับให้ดีเอสไอ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 63 ดีเอสไอได้ทำความเห็นแย้งอัยการ และส่งสำนวนกลับไปให้อัยการสูงสุดชี้ขาด ซึ่งนับเป็นเผือกร้อนอีก 1 คดีในมือของนายวงศ์สกุล ซึ่งก็ต้องรอลุ้นว่าอัยการสูงสุดจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนในการชี้ขาด

ข่าวล่าสุด