(11 สิงหาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยผ่านรายการ PEACETALK เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายการเมืองรีบตัดสินใจแก้รัฐธรรมนูญก่อนจะสายเกินไป เพราะถ้าตัดสินใจไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้ว อาจต้องเดินไปเผชิญกับทุกเหตุการณ์ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ถ้าตัดสินใจจะแก้ ก็ต้องแก้ทันที เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่มีอะไรจะหยุดการขับเคลื่อนของประชาชนได้ นอกจากการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น
"ถ้าฝ่ายการเมืองคิดแต่เกมให้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันแล้ว อาจไม่ทันกาล เพราะสถานการณ์ได้ไปไกลแล้ว อีกทั้ง การไปสภาฯ ของ 2 กลุ่ม คือ ไปจัดกิจกรรมเรียกร้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และอีกกลุ่มไปแสดงออกเพื่อปกป้องสถาบันฯ ซึ่งเป็นการแสดงสิทธิหน้าที่โดยไม่เผชิญหน้ากัน ซึ่งเป็นเรื่องดีในสถานการณ์จำเฉพาะเท่านั้น" นายจตุพร กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อบรรยากาศแบบนี้จะแสดงออกเมื่อสถานการณ์ไม่รุนแรง แต่ถ้าอีกสถานการณ์หนึ่งอาจเป็นคนละอย่างกัน และต้องยอมรับความจริงกันว่า การชุมนุมแฟลชม็อบของนักศึกษาได้ลุกลามไปทั่วแผ่นดิน และเป็นปรากฏของคนหนุ่มสาวที่มาชุมนุมกันมากที่สุดในรอบกว่า 15 ปีที่ผ่านมา
"ผมยืนยันว่า ข้อเรียกร้อง 3 ข้อยังมีพลัง เพราะไม่ว่าฝ่ายได้ก็ตาม ต่างเห็นพ้องกันว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งแก้ในมาตรา 256 ซึ่งไม่มีใครขัดข้อง แม้ ส.ว.แตกออกเป็นสองส่วน บางส่วนยังให้แก้ ส.ว.ลงมติเลือกนายกฯ และอีกส่วนต้องการให้ยึดตามออกประชามติไว้" ประธาน นปช. ระบุ
ทั้งนี้ เมื่อนายกฯ ตัดสินใจไม่ขัดข้องในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น ส่วนตัวอยากถามนักการเมืองว่า วันนี้ต้องการอะไร การที่จะให้ประเทศผ่านพ้นโดยไม่นองเลือด คือ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องเด็ดเดี่ยวว่า แก้มาตรา 256 เพื่อเอาอำนาจการแก้ไขมาอยู่ในอำนาจของประชาชน ด้วยการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.
นายจตุพร กล่าวต่อว่า ถ้าเริ่มด้วยการเสนอมาตราอื่นเข้ามาด้วย เช่น การตัดอำนาจเบ็ดเสร็จของ ส.ว.หรือการยกเลิก ส.ว.ไม่สามารถทำได้เลย ถ้าไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องใช้จำนวนเสียง ส.ว. หนึ่งในสามของวุฒิสภาทั้งหมด ซึ่ง ส.ว.จึงยากที่จะโหวตเพื่อยุบตัวเอง