(8 สิงหาคม 2563) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โดยนายปดิพัทธ์ สันติภาดาส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล เป็นประธาน ได้จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการนำร่อง Pilot Project การใช้ Parallel Vote Tabulation (PVT) สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการสังเกตการณ์เลือกตั้งแบบคู่ขนาน พร้อมด้วยวิทยากร อาทิดร.สติธร ธนานิธิโชตินักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้านายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ประสานงานเครือข่าย We Watchและอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายเรืองฤทธิ์ โพธิพรม ผู้ก่อตั้งบริษัท Opendream นายปฏิพัทธ์ สุสำเภา เข้าร่วม โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมอบรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน นักเรียน และนักศึกษา
โดย นายปดิพัทธ์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมการดังกล่าวครั้งนี้ ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่ว และเป็นแค่หนึ่งโครงการในการแก้ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งทั้งหมด ที่มีอยู่ 4 ด้าน คือ 1.ด้านกฎหมาย 2.การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน และ 4.ความรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่และการมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถนำมาทำได้เลยตอนนี้
"การทุจริตการเลือกตั้งมีอยู่หลายมิติ ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนลงคะแนน ระหว่างลงคะแนน และหลังลงคะแนน แม้การให้ประชาชนมีส่วนร่วมจับตาการเลือกตั้งจะไม่สามารถแก้ไขการทุจริตทางระบบได้ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เกิด Accountability คือ จำนวนคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง คะแนนที่รายงาน และการรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ของภาคประชาชน จะทำให้เกิดความแม่นยำของคะแนนมากขึ้น เพื่อใช้เปรียบเทียบกับการรายงานผลคะแนนจาก กกต."นายปดิพัทธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า โครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาการนับคะแนนผิดพลาดใช่หรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า อย่างน้อยที่สุดก็จะมีผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งที่มีความรู้เพิ่มขึ้น เพราะประเทศที่สามารถปฏิรูปและป้องกันการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสได้ สิ่งที่ต้องทำคือประชาชนจะต้องตื่นตัว มีความรู้ และเครื่องมือมากขึ้น ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ว่าจุดเริ่มต้นแรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จึงเป็นที่มาของโครงการนี้
ทั้งนี้ การเลือกเฝ้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จ.สมุทรปราการ ไม่ได้มีนัยยะอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เพราะโครงการนี้ตั้งใจจะทำเป็นโครงการระยะยาว ซึ่งโครงการในรูปแบบนี้ถูกนำไปใช้ใน 50 ประเทศทั่วโลก โดยมีองค์กร National Democratic Institute (NDI) คอยสนับสนุนด้านข้อมูลและความรู้ ซึ่งจะต้องนำมาปรับรูปแบบให้เข้ากับบริบทของไทยด้วย และคาดว่าอยากจะขยายขอบเขตการทำงานให้ทั่วถึงทั้งประเทศ การมีส่วนร่วมทางการเมือง
"ไม่เพียงแค่แสดงออกผ่านการออกไปชุมนุม แต่ทุกคนสามารถสมัครเป็นอาสาสมัคร เพื่อสังเกตการณ์เลือกตั้งได้ ซึ่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านประชาธิปไตยในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว โดยเป้าหมายของเรา คือ การเลือกตั้งใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 ปี 8 เดือนข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างบรรยากาศทางประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย"นายปดิพัทธ์ ระบุ
ส่วนการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 ส.ค. จะถูกมองเรื่องความเป็นกลางหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเลือกตั้งทั้งหมดจะต้องมารวมกัน เพราะทุกพรรคการเมืองและประชาชนควรหวงแหนคะแนนของตัวเอง และกกต. ก็ควรหวงแหนคะแนนว่า จะทำอย่างไรให้คะแนนถูกต้อง คือ ทุกพรรคการเมืองควรจะมาร่วมกัน แต่ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ จึงยากต่อทำความเข้าใจหรือประสานงาน ตนมีหน้าที่เพียงอำนวยการให้เกิดโครงการนี้ขึ้นเจตนาไม่ใช่เพื่อให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบ ทุกพรรคการเมืองจะได้รับการปกป้องคะแนน ซึ่งความจริงคือคะแนนของประชาชนที่โหวตให้พรรคการเมืองนั้นๆ
ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า หน้าที่หลักของตน คือ การออกแบบเรื่องการเก็บข้อมูลของหน่วยเลือกตั้ง อาสาสมัครเฝ้าสังเกตการณ์ในหน่วยเลือกตั้ง จะต้องเก็บข้อมูลอะไร และข้อมูลเหล่านั้นบ่งบอกถึงความไม่โปร่งใสอะไร ซึ่งจะแบ่งประเภทข้อมูลได้ 2 ประเภท คือ 1.ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยอาสาสมัครประจำหน่วยสามารถส่งข้อมูลกลับมาหา ได้เร็วที่สุดว่าคะแนนในหน่วยเลือกตั้งมีเท่าไหร่ และผู้สมัครแต่ละเบอร์ได้คะแนนเท่าไหร่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น วัตถุประสงค์ที่ตั้ง คือ 1.เวลาสุ่มหน่วยเลือกตั้งแล้วนำเอาคะแนนหน่วยเลือกตั้งนั้นมาบวกรวมกัน เพื่อสามารถนำคะแนนมาคาดการณ์ได้ ว่าคะแนนในภาพรวมของเขตเลือกตั้งนั้นจะมีประมาณเท่าไหร่ หากเราส่งอาสาเฝ้าหน่วยเลือกตั้งจำนวนเยอะขึ้น ความมั่นใจก็จะมีสูงขึ้นว่าหน่วยเลือกตั้งที่เราไปเลือกสุ่มสามารถสะท้อนคะแนนในภาพรวมได้
และ 2.หากมองโลกในแง่ร้ายมากที่สุด สมมุติว่าผลการเลือกตั้งจากหน่วยที่เราเลือกไปสังเกตการณ์ไปบ่งบอกว่าพรรคหนึ่งจะได้รับชัยชนะ แต่เมื่อไปเปรียบเทียบกับผลคะแนนของหน่วยที่เราไม่ได้ไปสังเกตการณ์ผลพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็จะทำให้เราเริ่มตั้งคำถามได้ว่า การที่เราไปสังเกตการณ์เป็นการป้องกันการทุจริตได้หรือไม่ จึงทำให้ผลสถิติของหน่วยเลือกตั้งที่เราไปสังเกตการณ์มีความแตกต่างมากจากผลเลือกตั้งที่เราไม่ได้ไปสังเกตการณ์
2.ข้อมูลเชิงคุณภาพ หมายความว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร มั่นใจมากน้อยเพียงไรว่าเจ้าหน้าที่ที่บริหารจัดการเลือกตั้งเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ เช่น เปิดหน่วยเลือกตั้งตรงเวลาหรือไม่ ระหว่างการเลือกตั้ง มีการประชาสัมพันธ์ชักจูงให้ประชาชนในบริเวณใกล้เคียงไปเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมีการซื้อเสียงเกิดขึ้นในบริเวณหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ และในกระบวนการที่ใช้นับคะแนน เป็นไปตามหลักการหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงหรือไม่ เช่น บัตรเลือกตั้งกาเบอร์ 3 แต่ขานคะแนนเบอร์ 4 หรือจำนวนบัตรเลือกตั้งที่จัดสรรไป ไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ถูกใช้จริง หรือเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า บัตรเขย่ง ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถบอกได้อย่างรวดเร็ว