เสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายต่อกรณีที่ไทยมีการจัดทำข้อตกลงเขตเสรีการค้า หรือเอฟทีเอ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอฟทีเอแบบกลุ่ม หรือรายประเทศ คือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งเกษตรกร เอสเอ็มอี หรือแม้กระทั่งรายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถปรับตัวหรือแข่งขันได้ จำเป็นที่ไทยจะต้องมีการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอขึ้นมาอย่างเป็นทางการ และรองรับการจัดทำเอฟทีเอที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภารคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ที่ยังคงถกเถียงต่อข้อกังวลที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย
กรรณิการ์ กิตติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ เอฟทีเอ วอชท์ กล่าวว่า กองทุนเอฟทีเอที่ควรจัดตั้งขึ้น จะต้องเป็นกองทุนหมุนเวียนที่ไม่ได้ใช้เงินจากภาษีจากประชาชน แต่ควรจะเก็บเงินเข้ากองทุนจากผลประโยชน์ของเอฟทีเอที่ไทยได้ไปทำไว้แต่ละฉบับ เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทั้งเกษตรกร เอสเอ็มอี ที่ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเยียวยา แต่เป็นการปรับตัวเพื่อก้าวข้างหน้า เพราะกองทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันมีข้อบกพร่องเยอะ ไม่ใช่กองทุนจริงๆ ดังนั้นจึงยังเห็นผลได้กระจุก ผลเสียกระจาย จากการทำเอฟทีเอ
ด้าน สุธีรา กิจนาบูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ชี้แจงว่า การจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอแบบกองทุนหมุนเวียนสามารถทำได้ แต่ต้องทำในกฎหมายเฉพาะ คือพระราชบัญญัติบริหารทุนหมุนเวียน ปี 2558 ว่าจะมีการจัดตั้งทุนหมุนเวียนขึ้นมา และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกองทุนเดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะต้องระบุแหล่งที่มาของเงินมาจากไหน และไม่จำเป็นต้องขอรับงบประมาณจากรัฐในก้อนแรกในการจัดตั้งกองทุน
ขณะที่ อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จะนำความเห็นในการจัดทำข้อสรุปแนวทางจัดตั้งกองทุนเอฟที ซึ่งกองทุนเอฟทีเอจะต้องรองรับการใช้ประโยชน์ในอนาคต และเงินที่ให้จะต้องเป็นระยะยาวคือ 1-ปี ถึง 5 ปี แต่ยอมรับว่าปัญหาของการจัดตั้งกองทุนคือการลดความซ้ำซ้อน เพราะปัจจุบันมีกว่า 100 กองทุน ที่ช่วยเหลือเกษตรกร และเอสเอ็มอี เหมือนกัน เบื้องต้นอาจจำเป็นต้องทำเอ็มโอยูขึ้นมา เพื่อให้กองทุนที่มีอยู่กับกองทุนเอฟทีเอไม่ซ้ำซ้อน
ทีมข่าวเศรษฐกิจเนชั่นทีวีรายงาน