เรื่องเรียงเลขช่องทีวี กลายเป็นปัญหาขึ้นมาเนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งว่า การประกาศเรียงช่องของ กสทช.ในปี 2558 ที่กำหนดให้ทีวีดาวเทียม หรือเคเบิล ทีวี ต้องเรียงหมายเลขช่องตามผลประมูลของ กสทช.นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีไม่จำเป็นต้องเรียงหมายเลขช่องตามประกาศเดิม ที่เรียกกันว่า must carry จนสร้างความปั่นป่วนให้กับบรรดาช่องทีวีดิจิทัล เพราะได้ประมูลเลือกเลขช่องด้วยมูลค่าที่สูงมาก และที่ผ่านมา 7 ปีได้ทำการตลาดจนประชาชนจำเลขช่องของตนเองได้ไปแล้ว
แม้คดีนี้จะยังไม่สิ้นสุด เพราะ กสทช.ได้ยื่นอุทธณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดแล้ว แต่ กสทช.และบรรดาช่องทีวีดิจิทัลก็มีความกังวลว่า หากสุดท้าย กสทช.แพ้คดี ก็จะเกิดความวุ่นว่ายในวงการทีวี และอาจส่งผลให้เรทติ้งผู้ชมโทรทัศน์ซึ่งมีแนวโน้มลดลงอยู่แล้ว กลายเป็นปัญหาหนักขึ้นไปอีก
ที่สำคัญแนวโน้มที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรวดเร็วก็มีสูง โดยในวันที่ 25 สิงหาคม ศาลปกครองสูงสุดจะนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก มีขั้นตอนคือ องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดเจ้าของสำนวนจะสรุปข้อเท็จจริงของคดีให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายฟัง และเปิดโอกาสให้คู่กรณีแถลงปิดคดีด้วยวาจา
จากนั้นองค์คณะจะให้ตุลาการผู้แถลงคดี แถลงความเห็นส่วนตนในคดี โดยไม่ผูกพันต่อการพิจารณาวินิจฉัยขององค์คณะ หลังสิ้นสุดกระบวนการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก องค์คณะเจ้าของสำนวนจะกำหนดวันอ่านคำพิพากษาให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายรับทราบอีกครั้ง
เหตุนี้เอง กสทช.จึงนัดผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลประชุมรับฟังความเห็นในช่วงบ่ายวันนี้ เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาหากแพ้คดี โดย กสทช.มีแนวคิดประกาศเรียงช่องใหม่ ด้วยการคืนช่อง 1-10 ให้ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีนำไปบริหารได้เอง ส่วนทีวีดิจิทัลช่องสาธารณะขยับไปอยู่ช่อง 11-15 ทีวีดิจิทัลภาคธุรกิจ ตั้งแต่ช่อง 16-36 ยังอยู่ช่องเดิม แต่ยังไม่ชัดเจนว่าทาง บริษัท ทรูวิชั่นส์ฯ และกลุ่มเคเบิลทีวีจะเห็นด้วยตามนี้หรือไม่