(3 สิงหาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ ผ่านเพจ PEACETALK โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้สำเร็จก่อน และยังไม่แสดงเจตนาไปรื้อมาตราที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะต้องรอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา ได้พิจารณาตัดสินใจจึงจะเหมาะสมและเกิดประโยชน์มากกว่า
นายจตุพร กล่าวว่า ข้อเรียกร้องคนหนุ่มสาวเป็นปรากฎการณ์เกิดขึ้นในรอบ 10 ปี ที่ออกมาเรียกร้องจำนวนมาก โดย 3 ข้อเรียกร้องนั้นเป็นความจริงที่คนไทย พรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับกันได้ อีกทั้งภาคประชาชนยังปรารถนาจะแก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพราะเมื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผู้แทนฝ่ายรัฐบาล เป็นที่ปรึกษานายกฯ และเป็นอดีต รมว.ยุติธรรม ได้สรุปให้แก้มาตรา 256 เป็นช่องทางสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตรงกับความคิดของตน ที่ได้อธิบายให้เปิดประตูช่องทางนี้ให้ได้มาตลอด
"การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงจะทำสำเร็จ ถ้าไม่ร่วมมือแล้วชาติหน้าตอนบ่ายก็แก้ไขไม่ได้ เพราะสาระสำคัญตามช่องมาตรา 256 เมื่อจะเสนอแก้ไขให้ประชาชนเลือก สสร.ขึ้นมายกร่างใหม่แล้ว กำหนดให้คณะรัฐมนตรี หรือสภาผู้แทนฯ ใช้เสียง 1 ใน 5 ของจำนวนที่มีอยู่ของสภาฯ เป็นผู้เสนอ แต่ ส.ว.เสนอเดี่ยวไม่ได้ต้องใช้เสียงร่วมกับ ส.ส.รวมกันจำนวน 1 ใน 5 ของเสียงสองสภาฯที่มีอยู่เท่านั้น ส่วนประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนสามารถเข้าชื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้" นายจตุพร กล่าว
ส่วนการลงมติญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเสนอให้ที่ประชุมร่วมสองสภาฯ พิจารณาเป็น 3 วาระ ซึ่งวาระหลักการใช้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียง แต่ชั้นนี้ต้องมีเสียง ส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 84 เสียงขึ้นไป และการพิจารณาวาระที่สอง เรียงมาตราให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าเป็นร่างแก้ไขของประชาชน ต้องให้ผู้แทนประชาชนได้แสดงความคิดเห็นด้วย สำหรับในวาระสามต้องเรียกชื่อให้ลงมติโดยเปิดเผย และต้องมีมติเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสองสภาฯเท่าที่มีอยู่รวมกัน
นอกจากนี้ รวมทั้งต้องมีเสียงของพรรคการเมืองไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภา ส.ส. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% ของจำนวน ส.ส. ทุกพรรคดังกล่าวรวมกัน อีกอย่างต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 ของจำนวนที่มี ส.ว.อยู่ในสภาฯ คือ จำนวนอย่างน้อย 84 เสียง และเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 20% ของทุกพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ประธานหรือรองประธานสภาฯร่วมกันนั้น ต้องรวมพรรคเล็กที่มีเสียง 1 หรือ 2 เสียง ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมาร่วมด้วย