แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (3 7 ส.ค. 63)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน อีกทั้ง ตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เนื่องจากทั้งคู่ยังมีความขัดแย้งกันในหลายประเด็น ได้แก่ การค้า สถานการณ์ในฮ่องกงและทะเลจีนใต้ รวมถึงที่มาของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ อุปทานน้ำมันดิบในตลาดจะเพิ่มขึ้น หลังการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรจากเดิมอยู่ที่ 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน พ.ค. ก.ค. 63 ลดลงเป็น 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ส.ค. ธ.ค. 63 อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังเริ่มส่งสัญญาณปรับลดลง แม้ยังอยู่ในระดับสูง หลังความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
1.ตลาดน้ำมันดิบถูกกดดัน หลังรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เข้าใกล้ 17 ล้านราย และมียอดผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 664,000 ราย โดยสหรัฐฯ มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในโลกที่เกือบ 4.5 ล้านราย และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 150,000 ราย ซึ่งยอดผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 คน ภายในระยะเวลา 11 วัน โดยเฉพาะรัฐเท็กซัส แคลิฟอร์เนีย และฟลอริดา ซึ่งการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าวอาจกระทบความต้องการใช้น้ำมัน
2.ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงอีกครั้ง หลังจีนเข้ายึดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองเฉิงตู หลังจากที่ได้สั่งให้สหรัฐฯ ปิดสถานกงสุล เพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าจีนได้ทำการจารกรรมข้อมูลลับของสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐฯ ในเดือน ก.ค. 63 ปรับตัวลดลงต่อสู่ระดับ 92.6 ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 94.5 และลดลงจาก 98.3 ในเดือน มิ.ย. 63 ที่ผ่านมา
3.ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์รายงานประมาณการตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่สองของปี 2563 ติดลบที่ระดับร้อยละ 32.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเป็นการติดลบที่สูงที่สุดนับตั้งแต่หน่วยงานราชการของสหรัฐฯ ได้มีการบันทึกตัวเลขไว้ตั้งแต่ปี 2490 เป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน
4.ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ 0 0.25% และให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐฯ ในวงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ที่จะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อาทิ การเรียนของเด็ก การกลับเข้าทำงานของพนักงานและปกป้องบริษัทเอกชนไม่ให้ถูกฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่มาตรการจ่ายเงิน 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อสัปดาห์แก่ผู้ว่างงานจะสิ้นสุด ณ สิ้นเดือนนี้