เนชั่นทีวี

ข่าว

ครูเป็นหนี้เตรียมฟ้องฐานโดนฉ้อโกง

02 ส.ค. 2563 | pornpan_pet

ครูเป็นหนี้เตรียมฟ้องฐานโดนฉ้อโกง

ครูเป็นหนี้โคราชกว่า300คน รวมตัวเคลื่อนไหว ซักซ้อมทำความเข้าใจแก่ครูและอดีตครูในพื้นที่ เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานโดนฉ้อโกง

นครราชสีมา-วันนี้ (2 สิงหาคม 2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทยได้จัดเสวนาให้ความรู้เรื่อง "หนี้สินครูกับธนาคารออมสิน โครงการ ช.พ.ค. 5-6-7 และ ช.พ.ส." ขึ้นที่ห้องประชุมสุวัจน์ 2อาคาร 31มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา โดยมีผู้ร่วมเสวนาหลัก ประกอบด้วย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา / ที่ปรึกษากลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย,นายสาโรจน์ บุตรเนียน อดีตที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย อดีต รมต.ศึกษาธิกร และนายสำคัญ จงโกเย็น ประธานกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย โดยมีครูและอดีตข้าราชการครู ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เข้าร่วมกว่า350คน

ครูเป็นหนี้เตรียมฟ้องฐานโดนฉ้อโกง

นายสำคัญ จงโกเย็น ประธานกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เวทีเสวนา จ.นครราชสีมาที่จัดขึ้นครั้งนี้ จะเป็นการซักซ้อมทำความเข้าใจและให้ความรู้แก่ครูและอดีตข้าราชการครู ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เกี่ยวกับเรื่องหนี้สินครูกับธนาคารออมสิน โครงการ ช.พ.ค. 5-6-7 และ ช.พ.ส. ก่อนนำหลักฐานทั้งหมดที่ไปทำมา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเงินกู้ สำเนาสัญญาเงินกู้ หลักฐานการจ่ายเงินประกัน และโดยเฉพาะที่เราไปขอบันทึกกรมธรรม์ รวมรวมจากทุกภูมิภาคเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

เนื่องจากครูผู้เดือดร้อนจากการกู้เงิน ช.พ.ค. ได้ร้องทุกข์มาที่กลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย ซึ่งตนในฐานะเป็นประธานกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดเสวนาเพื่อให้กับกลุ่มครูที่มีความประสงค์จะฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนและถูกต้องตรงกัน ซึ่งประเด็นที่จะฟ้องเป็นเรื่องแรก คือเรื่อง "กองทุนฯ " เนื่องจากการกู้ยืมที่ครูผู้เสียหายทำกับธนาคารออมสิน กับเรื่องการจัดตั้งกองทุนฯ เป็นคนละเรื่องกัน ครูผู้เสียหายไม่ได้รู้รายละเอียดและวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุนฯ แต่อย่างใด แต่กลับถูกหักเข้ากองทุนฯ ซึ่งจากการตรวจสอบ พ.ร.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้ง 90 มาตราแล้วไม่พบบทบัญญัติใดให้อำนาจตามกฎหมายจัดตั้งกองทุนฯได้ ดังนั้นการจัดตั้งกองทุนฯ จึงเป็นความเท็จ เป็นการหลอกลวงและข่มขืนใจ หักเอาเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม เป็นเป็นสิทธิโดยชอบของครูผู้กู้อยู่เดิม มาทำเป็นกองทุนฯ โดยอนุมัติกู้ 600,000 บาทจะถูกหักเข้ากองทุนฯ 2,000 บาท ,อนุมัติกู้ 1,200,000 บาท จะถูกหักเข้ากองทุนฯ 4,000 บาท และอนุมัติกู้ 3,000,000 บาท จะถูกหักเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 6,000 บาท

ครูเป็นหนี้เตรียมฟ้องฐานโดนฉ้อโกง

และเตรียมยื่นฟ้องเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ จากร้อยละ 4.85 แต่เก็บจริง ร้อยละ 5.85 โดยอัตราดอกเบี้ยที่จะใช้บังคับกับกรณีการกู้ยืมตาม "โครงการพัฒนาชีวิตครู" ทางธนาคารออมสินกำหนดดอกเบียครั้งแรก เป็นร้อยละ 4.85 แต่เมื่อดำเนินการแล้ว กลับพบว่า อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1%เป็น 5.85 โดย สกสค.ขอปรับเพิ่ม ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้กู้และเป็นการกระทำมิชอบเพราะอัตราดอกเบี้ย ร่อยละ 4.85 เป็นอัตราที่คณะกรรมการของธนาคารออมสินกำหนด มีผลผูกพันให้ผู้อำนวยการต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น การกระทำของธนาคารออมสิน และ สกสค. เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มีควรได้ตามกฎหมายและเป็นการบิดเบือยมติของคณะกรรมการของะนาคารออมสิน

นอกจากนี้ เตรียมยื่นฟ้องเรื่องประกันภัย ที่ครูผู้กู้ยืมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการกู้ยืม โดยมีการหักเงินเบี้ยประกันเอาจากจำนวนเงินที่ผู้กู้ได้รับอนุมัติ และกำหนดอัตราเบี้ยประกันลดหลั่นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่กู้ โดยโครงการ 5 จะหักอัตราเบี้ยประกันภัย 37,200 บาท ,โครงการ 6 หักอัตราเบี้ยประกันภัย 66,960 บาท และโครงการ 7 หักอัตราเบี้ยประกันภัย 186,300 บาท ซึ่งไม่มีตัวแทนผู้รับประกันภัย มาอธิบายชี้แจงสิทธิ หน้าที่ และความคุ้มครองที่จะได้รับแก่ผู้กู้หรือผู้เอาประกันภัยแต่อย่างใด และครูผู้กู้มาทราบภายหลังว่า เป็นการประกันอุบัติเหตุและสุขภาพเท่านั้น ซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองตามสัญญา 10 ปี และ 9 ปี ตามลำดับ จึงทำให้ผู้กู้เข้าใจว่า สามารถนำไปรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้ หรือจะใช้สิทธิเวนคืนก็ได้ แต่ความเป็นจริงกลับได้รับเงินคืนบางส่วนซึ่งผู้รับประกันไม่ได้ทำหน้าที่ชี้แจงหรือให้เงินคืนกับผู้เอาประกันแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด