เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการกฎหมายฟันธงคดี"บอส อยู่วิทยา"ยังไม่จบ

01 ส.ค. 2563 | thanita_boo

นักวิชาการกฎหมายฟันธงคดี"บอส อยู่วิทยา"ยังไม่จบ

"นักวิชาการกฎหมาย" มองกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง "บอส อยู่วิทยา" ยังมีข้อกังขา ด้าน "ปริญญา เทวานฤมิตรกูล" เรียกร้อง อสส. ทบทวนว่ากระทำการชอบด้วยกม.หรือไม่ ติดใจ "สตช." ไร้ข้อหายาเสพติด ขณะที่ "อรรถพล ใหญ่สว่าง" ย้ำมีประเด็นใหม่ อย่าคิดว่าเรื่องจะจบ

(2 สิงหาคมคม 2563) ศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนา "คดี (กระทิงแดง) ชนตำรวจ นักกฎหมายเห็น สังคมรู้สึก คำถามที่กระบวนการยุติธรรมต้องตอบ"เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมาณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

นายสุรศักดิ์ลิขสิทธิ์วัฒนกุลผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา มองว่า การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในคดีนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ถ้าหากสั่งไม่ฟ้องจะต้องมีเหตุผลในการสั่งด้วย เช่น พยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ พยานหลักฐานได้มาด้วยความชอบธรรมหรือไม่ และเหตุผลเรื่องดุลยพินิจ ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนเพราะเป็นคดีอยู่ในความสนใจของประชาชน"ในขณะนี้จะต้องย้อนกลับไปดูว่า กระบวนการยุติธรรมน่าเชื่อถือหรือไม่ การดำเนินการต่างๆ รอบคอบและทำตามระบบ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมองว่า พยานสำคัญ 2 คนนั้น ไม่ใช่ที่มาการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง" นายสุรศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายปริญญาเทวานฤมิตรกูลรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า คดีนี้มีการสร้างความสงสัยต่อนักกฎหมายค่อยข้างมาก ทั้งการสั่งไม่ฟ้องของอัยการ และตำรวจไม่ค้าน อีกทั้ง ยังมีเรื่องพยานใหม่ที่เพิ่งปรากฎเมื่อปี 2562 แล้วน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จึงทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยมีข้อเรียกร้องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ทบทวนว่าการสั่งไม่ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คัดค้านการไม่ฟ้องของอัยการซึ่งสามารถแก้ไขได้ และมองว่าควรเชิญทุกฝ่ายมานั่งคุยกัน

"เพราะวิทยาศาสตร์สามารถหาทางออกได้ หากมองหาหลักฐานใหม่ที่จะนำมาเปิดเผยคงไม่ยาก นั่นคือการเปิดกล้องวงจรปิดขณะนั้น ที่ใช้ในการวัดความเร็วและนำมาวัดกันใหม่ และการเชิญบริษัทรถเฟอรารี่มาถามถึงความเร็วของรถ ที่จะสามารถทำให้รถบุบได้ รวมถึงมองว่าโคเคนที่แพทย์รามา ยืนยันว่ามีในร่างกายบอสจริง นั้นจะเป็นหลักฐานใหม่ได้ เพราะถ้าตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดนั้น คดีนี้จะยังไม่ขาดอายุความ"นายปริญญา กล่าว

นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตุไปยัง สตช. กับการไม่ตั้งข้อหาจากการตรวจพบสารเสพติด เป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และยืนยันว่า ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการพิพากษาหรือต้องการเอาเป็นเอาตาย แต่เป็นการปกป้องประเทศต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถืออยู่ และขออย่าเพิ่งเพิกถอนหมายจับ เพราะกระบวนการยุติธรรมยังมีความสงสัยอยู่ ซึ่งต้องการให้คดีนี้ไปถึงศาลยุติธรรมให้ได้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ

ขณะที่ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีต อสส. ระบุว่า การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องนั้น รองอสส.มีอำนาจที่จะสามารถสั่งได้ และเป็นการทำถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรายงานให้อสส.รับทราบ แต่จะต้องทำรายงานส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ด้วยในทางคดีส่วนอัยการจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องนั้น จะเชื่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่หากมีความเห็นทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่ตรงกัน ก็จะต้องไปดูที่พยานบุคคล

"กรณีของบอส ได้มีการตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องแล้ว ดังนั้น หากมองว่าจะเป็นการสั่งฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะต้องรอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการก่อน เพราะจะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้สั่งคดีด้วย รวมถึงจะต้องดูว่า เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยละเอียดรอบคอบ และเป็นดุลยพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมได้" นายอรรถพล กล่าว

สำหรับกรณีที่ว่าถ้าไม่มีพยานหลักฐานใหม่จะหยิบยกมาฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น คำตอบ คือ จะต้องมีพยานหลักฐานใหม่เท่านั้น ซึ่งพยานหลักฐานเดิม แต่มีประเด็นใหม่ก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ แม้คดีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องไปแล้ว ก็อย่าพึ่งคิดว่าจบ หากมีพยานหลักฐานใหม่ส่วนประเด็นที่หลายคนมองว่าควรปรับโครงสร้างอัยการให้อยู่ในระบบนั้น ขอยืนยันว่าระบบเดิมดีอยู่แล้ว หากใครต้องการมาเปลี่ยน จะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะทำให้องค์กรอัยการดีขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่

ข่าวล่าสุด