ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน พุ่งเป้าไปที่การแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งก็คือหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนเอาไว้ให้แก้ยากมาก เป้าหมายก็เพื่อแก้ไขใหม่ให้แก้ได้ง่ายขึ้น หรือเปิดทางให้มีการตั้ง "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ความยากของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 256 เพราะเขียนไว้ให้แก้ได้ยาก
เริ่มจากขั้นตอนแรก การเสนอญัตติ เสนอได้จาก 4 ช่องทาง คือ ครม. / ส.ส. / ส.ส.กับ ส.ว. / และประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง / ขั้นตอนนี้ถือว่าไม่ยาก เพราะ ส.ส.ที่เสนอญัตติได้ ใช้เสียงแค่ 1 ใน 5 เท่านั้น คิดตัวเลขกลมๆ จากจำนวน ส.ส.ในสภาขณะนี้ คือ ไม่ถึง 100 เสียง ซึ่งเสียงของฝ่ายค้านมีมากพอแต่ความยากจะเริ่มในขั้นต่อไป คือ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งหมายถึงที่ประชุมร่วมของ ส.ส. และ ส.ว. ในวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้ง 2 สภา ถ้าคิดจากจำนวนเสียงเต็ม 2 สภา คือ 750 เสียง เกินกึ่งหนึ่งอยู่ที่ 376 เสียง เอาแค่เสียงกึ่งหนึ่งนี้ก็ยากแล้ว เพราะฝ่ายค้านมีเสียงสนับสนุนอยู่ราวๆ 208 เสียงเท่านั้น และรัฐธรรมนูญยังบังคับไว้ด้วยว่า ในจำนวนเสียงเห็นชอบ ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.ทั้งหมดส.ว.มี 250 คน มากกว่า 1 ใน 3 ก็คือ 84 เสียง นี่คือเสียง ส.ว.ที่ต้องมาช่วยโหวต เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกเหนือจากต้องหาเสียงสนับสนุนให้ได้มากกว่า 375 เสียง หรือ กึ่งหนึ่งของรัฐสภา นี่คือวาระ 1 รับหลักการเท่านั้นส่วนวาระ 3 หลักเกณฑ์ยังยากขึ้นไปอีก โดยนอกจากเสียง ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 แล้ว ยังต้องมี ส.ส.จากพรรคการเมืองที่สมาชิกไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี / ไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานสภา หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองเหล่านี้รวมกันพรรคการเมืองที่ว่านี้ก็คือพรรคฝ่ายค้าน และพรรคการเมืองขนาดเล็กทั้งหมด ตั้งพรรค 1 เสียง ไปจนถึงพรรคชาติพัฒนา 3 เสียง และพรรคพลังท้องถิ่นไท 5 เสียงด้วย นอกจากนั้นยังต้องนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปทำประชามติด้วย