เนชั่นทีวี

ข่าว

อัดครม.ชุดใหม่เสี่ยงดิ่งเหวมากกว่าพาชาติพ้นวิกฤต

01 ส.ค. 2563 | chairat_pat

อัดครม.ชุดใหม่เสี่ยงดิ่งเหวมากกว่าพาชาติพ้นวิกฤต

"อดีตรมว.พลังงาน" วิจารณ์ชุดใหญ่รายชื่อครม.ประยุทธ์ 2/2 ไร้วี่แววพาชาติพ้นวิกฤต โดยรมต.เศรษฐกิจอาจพาดิ่งเหว พร้อมสับกระบวนการยุติธรรมแหลกเละ ย้ำนายกฯลาออกเป็นการแก้ปัญหาประเทศดีที่สุด

(1 สิงหาคม 2563) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรายชื่อที่ได้คาดหมายกันนั้น เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ อีกทั้ง จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ด้วยการเลือกนายปรีดี ดาวฉาย เป็นรองนายกฯ ควบ รมว. คลัง เข้าบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้

ทั้งนี้ เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดหนักในปัจจุบัน ต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างมาก และต้องมีเครดิตอย่างสูงสะสมมาในอดีตเข้ามาบริหาร ซึ่งนายปรีดีไม่เคยมีผลงานในการบริหารเศรษฐกิจมาก่อน และไม่เคยได้แสดงวิสัยทัศน์ รวมถึงแนวคิดในการแก้เศรษฐกิจให้ประจักษ์มาเลย อีกทั้ง นายปรีดีเองก็จบการศึกษาทางด้านนิติศาสตร์ ไม่ได้มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์

"เหมือนที่พล.อ.ประยุทธ์เคยถามผมออกอากาศในการประชุมนานาชาติ G77 ว่า จบอะไรมา แต่กลับไม่ตรวจสอบคนที่ตัวเองเลือก การที่เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร ไม่ได้หมายความว่าจะบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้สำเร็จ เพราะผู้บริหารระดับสูงของธนาคารหลายคนที่เคยเข้าสู่การเมืองในอดีตเกือบทั้งหมดก็ไม่ประสพความสำเร็จ ตั้งแต่สมัยนายบุญชู นายธารินทร์ ไล่ลงมา" นายพิชัย กล่าว

อดีต รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า ถ้าหากจะเลือกนายปรีดี พล.อ.ประยุทธ์น่าจะเลือก นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีต รมว.คลัง มากกว่า เพราะน่าจะเก่งกว่า และมีประสบการณ์การบริหารประเทศ และเป็นที่ยอมรับของคนในทุกวงการ และการที่นายปรีดี ต้องรับตำแหน่งทั้งรองนายกฯ และ รมว. คลัง จะเกินมือ และเชื่อได้ว่าจะมีโอกาสล้มเหลวและเสียคนแน่นอน ซึ่งตนได้เตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับในส่วนของ รมว.พลังงาน ที่นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม และ อดีต CEO บมจ. ปตท. ถอนตัว แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงไม่เลือกนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ารับตำแหน่งตามมติพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งนายสุริยะ ควรจะต้องรู้ตัวแล้วว่า เป็นที่น่ารังเกียจอย่างแน่นอน อาจจะเป็นเพราะคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่รับตำแหน่งก่อนมีการเลือกตั้งที่กลับมาหลอกหลอนไม่หยุด ดังนั้น การที่ได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม น่าจะเป็นจุดสูงสุดของนายสุริยะแล้ว จึงอยากให้นายสุริยะได้ทำใจ และเป็นห่วงว่า รมว. พลังงานคนใหม่ จะทนแรงกดดันจากคนของพรรคพลังประชารัฐ ที่อยากได้ตำแหน่งนี้ได้ขนาดไหน

นายพิชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของ รมว.แรงงาน และ รมว.อุดมศึกษาฯ ก็เป็นตามที่พรรคการเมืองเสนอมา คงมีแต่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล ที่ถูกโจมตีอย่างหนักก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังจะได้เป็น รมช.แรงงาน ซึ่งก็คงต้องดูผลงานว่า ขนาดแค่ด้านแรงงาน นางนฤมล จะทำได้ดีกว่างานโฆษก ที่ยังมีผลงานสับสนหรือไม่

"จากภาพรวมของการปรับ ครม. รัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เลย ยิ่งพล.อ.ประยุทธ์บอกว่าจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอง ก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เพราะตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยก็ดิ่งเหวมาโดยตลอด เพราะขาดความรู้ความสามารถ และจะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ ตอนนี้ได้ลามไปถึง ขบวนการยุติธรรมแล้ว ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลใดล้มเหลวทุกด้านขนาดนี้มาก่อน" อดีต รมว.พลังงาน ระบุ

อย่างไรก็ตาม อยากให้ ครม. ใหม่ เตรียมรับกับสภาวการณ์ ดังนี้ สภาวะเศรษฐกิจไทยทรุดหนักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การส่งออกในเดือนมิ.ย.ติดลบถึง 23.2% ต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี ทำให้ครึ่งปีแรกส่งออกติดลบถึง 7.1% และมีโอกาสสูงที่ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบเกิน 10% ตามที่กังวลกัน ซึ่งนับว่าทรุดหนักมาก และจะทรุดหนักสุดในเอเชีย อีกทั้ง ยังไม่มีทิศทางว่าจะฟื้นได้อย่างไร จากการบริหารงานของรัฐบาลนี้

ทั้งนี้ ขนาดบริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นจำนวนมากย้ายออกจากประเทศจีน หันไปลงทุนในประเทศเวียดนาม แต่ไม่ลงทุนในไทย โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นเอง ก็ส่งเสริมให้ไปลงทุนในเวียดนาม ดังนั้น ถึงแม้มีการปรับ ครม. ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ และประชาชนส่วนใหญ่ ก็ไม่เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ แม้จะปรับ ครม. แต่ผลโพลทุกสำนักอยากเห็นการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะไม่เชื่อมั่น อีกทั้งโพลยังเห็นด้วยและสนับสนุนนักศึกษาที่ชุมนุมมากกว่ารัฐบาล คนที่มีชื่อเสียงและมีต้นทุนทางสังคมต่างพากันปฏิเสธ ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลจะหมดสภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากยังคงเป็นรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เลย

ขณะเดียวกัน สภาวะสังคมเสื่อมทราม ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการก่ออาชญากรรม ขโมย จี้ ปล้น โกง หลอกลวง กันไปทั่ว แม้กระทั่งโกงเงินบริจาค สังคมแตกแยก พล.อ.ประยุทธ์กลายเป็นศูนย์กลางของความแตกแยกไปแล้ว นักศึกษา นักเรียน และคนรุ่นใหม่ ออกมาประท้วงทั่วประเทศ ปัจจุบันมีถึงกว่า 40 จังหวัด และยังจะมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ รวมถึงมีความพยายามจะปิดกั้นการแสดงความเห็นของนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ โดยใช้กำลัง ทหาร ตำรวจ รวมถึง ครู อาจารย์ อีกทั้ง มีการข่มขู่ว่าจะไม่สามารถหางานทำได้ ทั้งที่ความจริงสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ปัจจุบันก็จะทำให้คนตกงานอยู่แล้ว 8-10 ล้านคน

"นักศึกษาจบใหม่จะไม่มีงานทำ ยิ่งถ้ารัฐบาลปัจจุบันไม่เหลือความเชื่อมั่นแล้ว การลงทุนและการสร้างงานก็จะไม่มี อีกทั้งยังจะมีการจัดมวลชนเพื่อชนกับนักศึกษา ซึ่งต่อมากลายเป็นการจัดฉากไป นอกจากนี้ จะมีเอกสารข่มขู่ว่าจะเตรียมสถานที่เพื่อจับแกนนำนักศึกษาไปคุมขังอีกด้วย และยังขู่ว่าจะใช้อาวุธ ซึ่งหากทำจริงจะยิ่งเท่ากับเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟ สถานการณ์จะยิ่งลุกลาม จนรัฐบาลไม่น่าจะคุมได้" นายพิชัย กล่าว

อดีตรมว.พลังงาน ระบุต่อว่า ขณะเดียวกันก็ต้องขอชื่นชมและน่าภูมิใจ และเห็นว่าประเทศไทยน่าจะยังมีความหวังในอนาคต หลังจากวิกฤตการณ์นี้ จากการแสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาและมีวิจารณญาณของนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ที่ขึ้นเวที อภิปรายได้อย่างน่าประทับใจ และรู้ข้อมูลเชิงลึก คิดวิเคราห์แบบมีตรรกะได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่มีการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่านักเรียน นักศึกษา และ คนรุ่นใหม่เหล่านี้ จะเติบโตขึ้นไปนำพาประเทศให้พัฒนา และแข่งขันกับประเทศอื่นๆในประชาคมโลกได้ ที่ปัจจุบันต้องแข่งกันด้วยแนวคิดใหม่ๆ การ กล้าแสดงออก และความฉลาดที่จะต้องตามทันโลก

นอกจากนี้ ภาวะการเมืองที่เสื่อมถอย มีการแย่งชิงตำแหน่งกันไม่สนใจว่าประชาชนจะคิดอย่างไร ไม่แคร์ประชาชนเดือดร้อนแค่ไหน อีกทั้ง ปรับ ครม. ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และที่สำคัญ คือ การบริหารประเทศที่ล้มเหลวในทุกด้าน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้นำภายใต้ระบอบการเมืองนี้ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่หลังจากที่ถูกกดดันจาก นักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา เพิ่งจะมาเสียงอ่อยยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นแค่ความต้องการที่จะซื้อเวลาหรือไม่ เพราะในอดีตเห็นชื่นชมรัฐธรรมนูญนี้กันอย่างมาก

นายพิชัย ระบุว่า แต่ที่เป็นปัญหาสุด คือ ระบบยุติธรรม จากคดีบอส อยู่วิทยา ที่ทำให้สังคมลุกฮือต่อต้านถึงขนาดคนในครอบครัวยังต้องตัดญาติ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเงินบริจาค 300 ล้านบาท ตามหนังสือร้องขอ เป็นบทเรียนของผู้นำว่าจะออกจดหมายขอใครก็ต้องดูให้ดีก่อน อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ยังกำกับดูแล ทั้งสำนักอัยการและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และทำให้ประชาชนสงสัยกัน ว่าจะพึ่งตำรวจได้อย่างไร

"ขนาดพวกเดียวกันตำรวจยังไม่ปกป้องคุ้มครอง ต่อสู้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีให้กันเลย และรู้สึกเจ็บปวดแทนตำรวจอย่างมากเมื่อมีการประชดประชันกันในโซเชียล ถึงการเลือกที่จะไม่ขับรถชนสุนัขที่จะถูกจับ แต่จะเลือกที่จะชนตำรวจเพราะจะไม่ถูกจับ ก็ยังแปลกใจว่าทำไมตำรวจถึงทนกันได้ เหมือนกับศักดิ์ศรีของตำรวจแทบไม่เหลือแล้ว ความไม่พอใจในระบบยุติธรรม น่าจะสะสมมาตลอดหลายปีนี้จากทุกฝ่าย ทั้งเรื่อง นาฬิกายืมเพื่อน ส.ส.บุกรุกป่าสงวนได้ไม่ถูกดำเนินคดี แต่คนจนถูกจับติดคุก รมต. ที่มีอดีตพัวพันยาเสพติด แต่ก็ยังไม่ถูกปลดออก เป็นต้น" นายพิชัย กล่าว

ทั้งนี้ รวมถึงคดีที่ค้างคาของคนทั้งฝั่งเหลือง ฝั่งแดงในอดีตที่ควรจะต้องมีนิรโทษกรรมกันแล้ว เพื่อประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้ดังนั้น จะเห็นได้ว่า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ บริหารล้มเหลวในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ตอกย้ำด้วยปัญหาระบบยุติธรรมที่แหลกเละ ยิ่งอยู่นานประเทศยิ่งเสื่อมโทรม หมดสภาพในการที่จะเดินหน้าต่อไปแล้ว การปรับ ครม. จะไม่ช่วยให้ดีขึ้น ทางดีที่สุด คือพล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกโดยเร็ว เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารแทนเพื่อแก้ปัญหาที่หนักเกินความสามารถ หากพล.อ.ประยุทธ์ยังดื้อรั้น ก็น่าเป็นห่วง

"อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดูตัวอย่าง อดีตนายกฯ ของประเทศมาเลเซีย นายนาจิบ ราซัค ที่ถูกตัดสินให้ติดคุก 12 ปี จากการกระทำผิดข้อหาทุจริต เพราะพล.อ.ประยุทธ์ น่าจะทราบดีว่าตลอดเวลาที่บริหารประเทศมา 6 ปีกว่า จะต้องมีเรื่องผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นและอาจถูกนำไปสู่การดำเนินคดีได้ หากต้องถูกบังคับให้ลงโดยการขับไล่ของประชาชน" อดีต รมว.พลังงาน กล่าว

ข่าวล่าสุด