เนชั่นทีวี

ข่าว

4 ข้อสังเกต (อดีต) พยานปากเอก "จารุชาติ มาดทอง"

01 ส.ค. 2563 | pakorn_pue

4 ข้อสังเกต (อดีต) พยานปากเอก "จารุชาติ มาดทอง"

ย้อนตั้งคำถาม "คำให้การ" ของอดีตพยานปากเอก "จารุชาติ มาดทอง" เมื่อข้อมูลส่วนตัวชัดเจนขึ้นหลังจากเสียชีวิต น่าคิดว่าเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์จริงๆ หรือไม่ พำนักอยู่เชียงราย-เชียงใหม่แล้วมาขับปิคอัพทำอะไรแถวสุขุมวิทตอนตี 5 กับนายพลทหารอากาศผู้กว้างขวาง

แม้ญาติของ นายจารุชาติ มาดทอง พยานปากเอกที่พลิกคดีขับรถชนตำรวจตาย จนทำให้ "บอสรอดทุกข้อหา" จะไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิตอย่างกะทันหันสุดดราม่าของนายจารุชาติ เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ก็ตาม แต่ที่มาที่ไปของนายจารุชาติ ก็ยังน่าสนใจว่าเหตุใดจึงโผล่ไปเป็นพยานในคดีบอสได้
นายจารุชาติ มีภูมิลำเนาหรือ "บ้านเกิด" ที่แท้จริงอยู่ใน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แต่ไปทำงานและพำนักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฟซบุ๊กของนายจารุชาติก็ระบุข้อมูลส่วนตัวไว้ว่าอยู่ที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งก็ตรงกับคำให้การของครอบครัวและญาติๆ ของนายจารุชาติ
นอกจากนั้น นายจารุชาติ ยังเคยไปทำงานที่ไต้หวัน ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า เดินทางออกไปเมื่อปี 2557 และกลับมาเมื่อปี 2560
ข้อมูลช่วงเวลาการเดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน ไม่ขัดกับช่วงเวลาที่ไปให้การกับตำรวจในฐานะ "ประจักษ์พยาน" คดีบอส ทั้ง 2 ครั้ง คือครั้งแรก ช่วงหลังเกิดเหตุเมื่อปี 2555 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2562

ข่าวว่าคำให้การครั้งแรก ตำรวจและอัยการไม่ให้น้ำหนักพยานปากนี้ เพราะนายจารุชาติไม่ได้ยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ขณะชน แต่อ้างว่าขับรถผ่านรถเฟอร์รารีของนายบอส โดยตนขับรถด้วยความเร็วไม่ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เชื่อว่ารถเฟอร์รารีของนายบอส น่าจะวิ่งด้วยความเร็วราวๆ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
แต่คำให้การครั้งที่ 2 ในเอกสารคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ ระบุถึงคำให้การของนายจารุชาติอย่างละเอียดมากขึ้น โดยเจ้าตัวอ้างว่าขับรถกระบะมาในช่องทางเดินรถที่ 2 (เลนกลาง จาก 3 ช่องจราจรบนถนนสุขุมวิทขาออก) ส่วน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ตาย ขับขี่รถจักรยานยนต์มาในช่องทางเดินรถที่ 1 ริมฟุตบาท จากนั้นได้เปลี่ยนช่องจราจรมายังช่องทางเดินรถที่ 2 ทำให้นายจารุชาติต้องหักหลบ และ ดาบตำรวจวิเชียร ยังเปลี่ยนช่องจราจรไปยังช่องทางเดินรถที่ 3 ติดกับเกาะกลางถนน ซึ่งเป็นช่องทางที่รถนายบอสแล่นมา ทำให้นายบอสหลบไม่ทัน ชนท้ายรถจักรยานยนต์จน ดาบตำรวจวิเชียร เสียชีวิต
ข้อสังเกตและคำถามจากคำให้การนี้ก็คือ
1. รถทั้ง 3 คัน (รถจักรยานยนต์ของตำรวจ รถของนายบอส และรถของนายจารุชาติ) ไม่มีคันไหนขับเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดเลย ขณะที่นายจารุชาติมีถิ่นที่อยู่ใน จ.เชียงใหม่ เหตุใดจึงไปปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ
2. นายจารุชาติขับรถกระบะมากับ พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร โดยนั่งรถมาด้วยกัน หรือมาคนละคัน ถ้านั่งมาด้วยกันก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า ทั้งคู่รู้จักกันหรือไม่ และไปทำอะไรที่ไหนมา ถึงมาขับรถอยู่บนถนนสุขุมวิทในเวลาตี 5

3. เอกสารคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ (สำนวนที่ถูกสั่งสอบเพิ่มเติมในภายหลัง) อ้างถึงคำให้การของนายจารุชาติเป็นหลัก จึงน่าสงสัยว่า พล.อ.ท.จักรกฤช ที่ถูกอ้างเป็นพยานอีกคนหนึ่งนั้น ให้การว่าอะไร ในสำนวนการสอบสวนฉบับเต็มมีหรือไม่ หรือว่านั่งรถมาด้วยกันกับนายจารุชาติ แล้วอ้างคำให้การเดียวกันกับนายจารุชาติและ 4. คำให้การครั้งหลังทำไมถึงละเอียดกว่าครั้งแรกมาก และเหมือนจะจำเหตุการณ์ได้อย่างละเอียดลออ ทั้งๆ ที่เป็นการให้ปากคำหลังเกิดเหตุถึง 7 ปี ขณะที่การให้การครั้งแรก ตำรวจและอัยการกลับไม่ให้น้ำหนัก ทั้งๆ ที่เป็นคำให้การหลังเกิดเหตุใหม่ๆนี่คือข้อสังเกตและข้อสงสัยจากคำให้การตามเอกสาร "คำสั่งไม่ฟ้อง" ของอัยการ ซึ่งกลายเป็น "คำสั่งเด็ดขาด" เพราะตำรวจไม่ทำความเห็นแย้งการทำความจริงเรื่องนี้ให้ปรากฏจึงสมควรนำสำนวนการสอบสวนทั้งหมดมาเปิดเผยว่ารายละเอียดของคำให้การเป็นอย่างไร เพราะโดยปกติในการสอบปากคำเบื้องต้น สิ่งที่ต้องถามพยานคือสาเหตุที่ไปปรากฏตัวบริเวณจุดเกิดเหตุว่าไปทำอะไร หรือกำลังจะไปไหน แต่หากเนื้อหาของการสอบสวนมีเท่าที่ปรากฏเป็นข่าว ก็น่าคิดว่าประจักษ์พยาน 2 ปากนี้มีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งคดีหรือไม่ และทั้งตำรวจกับอัยการเชื่อพยานทั้งสองปากนี้ได้อย่างไร...เป็นคำถามที่น่าสนใจจริงๆ

ข่าวล่าสุด