จับตาต่อสู้ทางการเมืองช่วงเปราะบาง
31 ก.ค. 2563 | chairat_pat

"จตุพร พรหมพันธุ์" เตือนอย่ากระพริบตาอาจเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นได้เสมอ แนะนักศึกษาควรร่วมมือตำรวจตั้งจุดตรวจระวังความปลอดภัย สกัดการเผชิญหน้า จี้ "นายกฯ" รับข้อเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญ
ข่าว
31 ก.ค. 2563 | chairat_pat

"จตุพร พรหมพันธุ์" เตือนอย่ากระพริบตาอาจเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นได้เสมอ แนะนักศึกษาควรร่วมมือตำรวจตั้งจุดตรวจระวังความปลอดภัย สกัดการเผชิญหน้า จี้ "นายกฯ" รับข้อเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญ
(1 สิงหาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ ผ่านเพจ PEACETALK เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเตือนให้จับตาสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด อย่าได้กระพริบตา หมายถึงท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่เปราะบาง เหตุการณ์ใดๆย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
นายจตุพร ยังกล่าวถึงศาลอุทธรณ์รับฟ้องคดีชุมนุมที่พัทยาเมื่อปี 2552 ว่า เมื่อศาลวินิจฉัยไม่เป็นการฟ้องซ้ำ กับคดีที่ กทม. ดังนั้น ต้องยื่นฎีกาใหม่ว่าเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ อีกทั้งต้องประกันตัวกันใหม่อีกรอบส่วนวันนี้ (31ก.ค.) แกนนำที่ถูกคุมขังที่เรือนจำ กทม. มาขึ้นศาลอาญา แต่ละคนมีสุขภาพแตกต่างกันไป โดยเฉพาะนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนพ.เหวง โตจิราการ มีสุขภาพไม่ค่อยดี นอกจากนี้ ยังมีพี่น้องอยู่อีกหลายเรือนจำ ทั้งตราด พัทยา และมุกดาหาร ซึ่งล้วนเป็นโชคชะตา
ทั้งนี้ ส่วนกรณีที่ตนวิจารณ์การต่อสู้ของขบวนการคนหนุ่มสาว นิสิต นักศึกษา แล้วถูกต่อว่า กล่าวหาทำให้ตัวเองรอดนั้น ถือเป็นเรื่องเล็ก สิ่งที่ไปขึ้นศาลย่อมเป็นข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้ว และเป็นชะตากรรมที่เลือกแล้ว อีกทั้ง ยืนยันเสมอว่า ยังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือสิ่งดีงามเพื่อชาติบ้านเมือง รวมทั้งมีจุดยืนเคร่งครัด ว่าการชุมนุมต่อสู้ทางการเมือง ไม่ควรมีใครมาตายสักคนเดียว
นายจตุพร กล่าวว่า จากนี้ไปในทางการเมืองอย่ากระพริบตา ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่เปราะบางทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และปรากฏการณ์ของคนหนุ่มสาวที่บานสะพรั่งทุกแห่งหน รวมถึงการปรากฏตัวของกลุ่มอาชีวะเพื่อชาติ ไม่ได้มากเหมือนขบวนการนิสิต นักศึกษา แต่อย่ามองเท่าที่ตาเห็น เพราะปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ธรรมดา ดังนั้น ถัดจากนี้ไปเกิดเหตุการณ์ใดๆได้ตลอดเวลา และการหลีกเลี่ยงเพื่อเผชิญหน้าจึงเป็นสิ่งถูกต้อง
"อย่าดูแค่ภาพคนไม่กี่คนที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเพียงปรากฎการณ์ แต่หลังฉากมโหฬาร ที่พูดไม่ใช่ความน่ากลัว แต่ต้องการอธิบายว่า การต่อสู้แม้วางแผนไว้ดี ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทัดทานกับอำนาจที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เพราะเราทำได้อย่างมากเต็มที่ คือการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางการทหาร การอยู่กลางแจ้งเป็นการต่อสู้ทางการเมือง เมื่อถูกปฎิบัติการทางการทหาร คนต่อสู้ทางการเมืองมือเปล่า ไม่มีทางต่อสู้กันได้" นายจตุพร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจดีว่าวันนี้เป็นวันของคนหนุ่มสาว และมองปรากฏการณ์อย่างเข้าใจ มีความปรารถนาดี ไม่มีความคิดเป็นอย่างอื่น สิ่งที่พูดต้องการเตือนให้ระวังในขั้นสูงสุด และดีที่สุด คือ การร่วมทำงานกับตำรวจ เพราะสิ่งสำคัญการทำงานร่วมกันในเรื่องการตั้งจุดตรวจตราความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับตำรวจ ยังมีความจำเป็น อย่างน้อยเป็นเกราะป้องกัน และสถานการณ์จากนี้ไปจะพัฒนาขึ้น เกิดกระทบกันเมื่อไร ถึงขั้นต้องประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึกได้ตลอดเวลา
"จึงหวังกันว่า ดอกไม้ที่บานในคราวนี้จะจบลงด้วยความยิ่งใหญ่ แต่เรื่องนี้จะจบลงได้ทุกอย่างอยู่ที่ผู้นำรัฐบาลยื่นมือมารับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ยิ่งการแก้ไข รธน. เป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา" นายจตุพร ระบุ
นายจตุพร กล่าวต่อว่า ตนเคยคัดค้านการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแต่ต้น ตนเสนอให้ยื่นแก้ไข มาตรา 256 มาตราเดียว เพื่อเปิดประตูให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. คืนอำนาจกลับสู่ประชาชน และข้อเรียกร้องของนักศึกษา ก็เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่มีท่าทีชัดเจน หากยื่นมือไปรับข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ แล้วประกาศไทม์ไลน์ชัดเจน จากนั้นยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชนทุกอย่างจบลงด้วยชัยชนะของทุกฝ่าย
ส่วนการคุกคามประชาชนนั้น ตนเห็นว่าไม่ควรเกิดขึ้น เพราะขาดความชอบธรรม ความจริงข้อเรียกร้องของนักศึกษาไม่เกินความพอดี เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ แก้รัฐธรรมนูญก็เป็นนโยบายรัฐบาล อีกอย่าง กมธ.เพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญควรยุติได้แล้ว เพราะทุกฝ่ายรู้ว่า ปัญหาคืออะไร แล้วนำปัญหาไปให้ประชาชนตัดสิน
"หมายความว่า แก้มาตรา 256 ตั้ง สสร. เหมือนรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 แล้วประกาศขั้นตอนเลือก สสร.กี่วัน ยกร่างกี่วัน ฟังความคิดเห็นกี่วัน ทำประชามติกี่วัน ทุกอย่างวางไทม์ไลน์ชัดเจน แล้วยุบสภาฯ ทางตันก็ไม่เกิดขึ้น เลือดก็ไม่นองท้องช้าง" ประธาน นปช. กล่าว
นายจตุพร กล่าวต่อว่า นักศึกษาได้ขอในสิ่งที่รัฐบาลจะทำอยู่แล้ว คือ แก้รัฐธรรมนูญ อีกทั้ง ส.ว.ยังแสดงเจตนาไม่ต้องการเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ถ้าไม่มี ส.ว.โหวตให้แล้ว ก็ควรคืนอำนาจกลับสู่ประชาชน ซึ่งจะเกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ และเรื่องนี้ควรจบลงด้วยความสุขทุกฝ่าย และข้อเรียกร้องก็ยุติ
ส่วนรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนใหม่นั้น ส่วนตัวยังไม่รู้ว่าจะนำประเทศรอดหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นฝีมือบริหารประเทศ เห็นแต่การบริหารธนาคาร แต่การบริหารประเทศไม่เหมือนบริหารธนาคาร และที่ผ่านมามีนายแบงก์หลายคนมาเป็นรัฐมนตรี แต่แล้วก็หาความสำเร็จได้ยาก
สำหรับคดีนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา คนก่อเหตุควรออกมารับสภาพ เพราะข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งคนไทยพร้อมให้อภัย เช่น กรณีการขับรถชนคนเสียชีวิตของเสี่ยแบนซ์ และลูกของโหน่ง ชะชะช่า เป็นต้น
"คนไทยแก่นแท้คือรักความยุติธรรม ดังนั้น เรื่องนี้ควรจบได้ โดยยอมรับความผิดเสีย หากหนีต้องหนีตลอดชีวิต กลับมาบ้านจะอยู่ที่ไหน อยู่ในบ้านหรือ และจะไปที่แห่งใด สายตาประชาชนจ้องจับไปทุกแห่งหนเต็มไปหมด รับไม่ไหวหรอก ออกมารับสภาพแล้วจบเรื่องดีกว่า ผมพูดเช่นนี้ไม่ได้รู้จักตระกูลอยู่วิทยานะ" ประธาน นปช. กล่าว