ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุ จากการติดตามสถานการณ์น้ำของประเทศในภาพรวมอย่างใกล้ชิด พบว่า แม้ว่าในระยะที่ผ่านมาจะมีฝนตก แต่ปัญหาที่พบคือปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ยังคงมีปริมาณน้อย โดยปริมาณน้ำรวมทั้งประเทศในขณะนี้มีจำนวน 33,806 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 41% เป็นปริมาณน้ำใช้การเพียง 10,015 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 17% เท่านั้นดังนั้น พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) จึงสั่งการให้ สทนช. จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหาแนวทางและวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพปริมาณน้ำไหลลงอ่าง โดยหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์สาเหตุ ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ รวมถึงปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงอ่างฯ ได้ หรือมีการสูญหายไประหว่างทาง โดยเฉพาะแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนบรรเทาปัญหาภัยแล้งและรองรับสถานการณ์ฝนที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำได้คาดการณ์สภาพภูมิอากาศในช่วงฤดูฝนนี้ว่า จะมีฝนตกชุกหนาแน่นและตกหนักในหลายพื้นที่ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 รวมถึงมีโอกาสที่อาจจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านด้วย
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำน้อยลง เช่น ความชื้นในดิน ปริมาณน้ำฝนเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯลฯเป็นต้น ซึ่งแนวทางและวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพปริมาณน้ำไหลลงอ่าง เช่น ระบบการส่งน้ำ ระบบการผันน้ำ ด้วยแรงโน้มถ่วงหรือการสูบน้ำ และปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ต้องการนำมาเติมอ่างเก็บน้ำโดยการกำหนดพื้นที่เป้าหมายปรับปรุงประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในระยะเร่งด่วน
โดยจะมีการคัดเลือกอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อยที่สุดหรือคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอในฤดูแล้งถัดไปเพื่อมาเป็นโครงการนำร่องรองรับปริมาณน้ำฝนที่คาดการณ์ไว้ในช่วงเดือนส.ค.- ก.ย. นี้ก่อนจะขยายผลไปสู่อ่างเก็บน้ำแห่งอื่น ๆ ต่อไปในการสำรองน้ำต้นทุนให้เพียงพอในอนาคต
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ย. ทุกหน่วยงานต้องประเมินสถานการณ์น้ำที่กักเก็บไว้ใช้ในช่วงแล้งปี 64 (พ.ย.63- เม.ย. 64 ให้ชัดเจนเพื่อวางแผนการใช้น้ำ โดยเฉพาะในเขตภาคกลาง หากน้ำมีน้อย ก็อาจต้องวางแผนการทำนาปรัง ซึ่งมีความเป็นไปด้ที่ต้องงด หรือจัดพื้นที่ให้เหมาะสม
ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก ในขณะนี้พบว่ามีฝนตกแม้จะมีปริมาณฯไหลลงอ่างได้ตามเป้าหมายแต่พบว่ายังมีน้ำท่า หรือน้ำท้ายเขื่อนอีกจำนวนมาก ดังนั้น กรมชลประทานและบริษัทอีสวอเตอร์ ได้เร่งสูบน้ำลงอ่าง เพื่อเก็บไว้ใช้ช่วงแล้งให้มากที่สุด โดยการเก็บน้ำในเขื่อนประแสร์ และหนองปลาไหล อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
สำหรับภาคเหนือ มีน้ำไหลงอ่างน้อยที่สุด แต่พื้นที่ทั่วไปมีความชุ่มน้ำเต็มที่แล้ว ดังนั้นหากมีฝนและพายุเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.-ส.ค. นี้ คาดว่าสถานกาณณ์จะดีขึ้น. อย่างไรก็ตาม พื้นที่เก็บน้ำในเขื่อนภูมิพลยังเหลืออีกจำนวนมาก ดังนั้นสทนช.ยังมีมีแผนผันน้ำเข้าเขื่อน ซึ่งอย่าระหว่างการพิจารณา โดยการสร้างจุดผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน และผันจากสาละวินแม่น้ำของพม่า
ทั้งนี้ในส่วนของสาละวินนั้น ทางจีนพร้อมจะเข้ามาสร้างเขื่อนเพื่อขายไฟฟ้าให้กับไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษา ในขณะที่การสร้างจุดผันน้ำยวมของไทยอยู่ระหว่างการศึกษา ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเบื้องต้นต้องสร้างเขื่อนกั้นน้ำ แต่ไม่สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้เพราะความสูงไม่พอ ในขณะที่ต้องใช้พลังงานในการสูบน้ำยกสูงขึ้นเพื่อให้น้ำไหลเข้าเขื่อน กรณีนี้ต้องใช้พลังงาน ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต อยู่ระหว่างศึกษาแหล่งการใช้พลังงาน
"ทั้ง 2 แนวทางการพิจารณานอกจากต้องดูความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้วต้องดูผลกระทบด้านความมั่นคงด้วย แต่ในภาพรวมแล้ว เขื่อนภูมิพล ต้องผันน้ำมาลงให้ได้ รวมทั้งน้ำในภาคอีสาน ต้องเดินหน้าโครงการโขง เลย ชี มูลให้แล้วเสร็จเพราะจะเพิ่มพื้นที่ภาคการเกษตรได้อีกมาก"