เนชั่นทีวี

ข่าว

เตือนเพราะห่วงไม่อยากภาพอดีตซ้ำรอย

24 ก.ค. 2563 | chairat_pat

เตือนเพราะห่วงไม่อยากภาพอดีตซ้ำรอย

"ประธาน นปช." ย้ำออกมาเตือนม็อบนศ.ยึด 3 ข้อเรียกร้องให้มั่น เพราะไม่อยากเห็นเดินซ้ำรอยบทเรียนอดีต ผิดพลาดเนื่องจากมีกลุ่มคอยเสี้ยม ลั่นเมื่อปรามแล้วถูกด่า ก็เชิญหาความสำราญกันเอาเอง

(24 กรกฎาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ผ่านเพจ PEACETALK โดยเตือนนักศึกษาชุมนุมต้องยึด 3 ข้อเรียกร้องให้มั่นคง แต่กลับถูกทั้งฝ่ายซุ่มรอจัดการ และพวกยุยงนักศึกษาให้ล้ำเส้นข้อเรียกร้อง วิพากษ์ใส่อย่างสาดเสีย ถึงกับกล่าวหาเอาตัวรอด เปลี่ยนไปสนับสนุนรัฐบาล แล้วเลยเถิดยัดเหยียดเป็นพวกขวาจัดทั้งนี้ สิ่งที่ตนนำเสนอให้การชุมนุมของนักศึกษาขีดเส้นใต้ 3 ข้อเรียกร้อง มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ บางคนกล่าวหาว่าเอาตัวรอด แต่ตนไม่เคยรอดอะไรสักเรื่อง เพียงแต่หลายเรื่องจะมาช้าหรือเร็วเท่านั้น อีกทั้ง เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่ทันออกจากสภาฯ ก็มีหนังสือของหน่วยงานหนึ่งเข้าไปเล่นงานครอบครัวตนถ้วนหน้า ซึ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ตนจะวางตัวตนอย่างไร ต้องโดนเรื่องอะไรอยู่ประจำ
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเป็นคนแบบนี้ และไม่ใช่คนประจบสอพลอ หรือต้องการเอาดีใส่ตัวแล้ว คงไม่มีสภาพแบบนี้ เพียงแต่พูดเตือนให้ขีดเส้นใต้ เท่ากับมีภูมิต้านทาน จะได้รับความชอบธรรมทั้งปวง ผมยกประวัติศาสตร์มาอธิบายครบถ้วน ให้เห็นถึงการเดินอย่างไร แล้วต้องไปเจออะไรที่ปลายทางเดินนั้น" นายจตุพร กล่าว

เตือนเพราะห่วงไม่อยากภาพอดีตซ้ำรอย


อย่างไรก็ตาม พวกชอบกระทบเสียดสี กลับบอกว่า ตนพูดเอาตัวรอดและไปขัดขวางนักศึกษาชุมนุม แต่ตนต้องอธิบาย เพราะพยายามไม่ให้เกิดเรื่อง เพียงให้นักศึกษาเดินตาม 3 ข้อเรียกร้องให้มั่นคงไม่ว่า ยุบสภา เลิกคุกคามประชาชน และร่าง รธน. หากถูกปราบแล้วตนนิ่งเฉย ก็ใช้ไม่ได้ และที่เตือนเพราะไม่อยากให้เกิดเรื่อง
"ผมอยู่ในเหตุการณ์ 2535 กับ 2553 คนตายร่วม 200 ทำไมผมไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น หลายสถานการณ์เราควบคุมไม่ได้ทุกอย่าง มีโรคแทรก มีอะไรเกิดขึ้นได้ทุกวัน จะคิดป้องกันอย่างไรก็เป็นเรื่องยากสิ่งสำคัญที่สุด คือ การยืนระยะที่มีความชอบธรรม โดยเบื้องต้น นักศึกษาต้องสร้างกำแพงให้แข็งแรงก่อน โดยเน้น 3 ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมตามวิถีประชาธิปไตย แม้สิ่งที่เตือนเป็นการกระทำของคนส่วนน้อย แต่มันจะทำลายส่วนใหญ่ให้พินาศย่อยยับ แล้วกลายเป็นจุดอ่อน แล้วคนมาวิจารณ์สาดเสีย ซึ่งไม่รู้จักผมหรือ มีตอนไหนที่ผมไปสนับสนุนเผด็จการ" ประธาน นปช. ระบุ

อย่างไรก็ดีตนผ่านการต่อสู้มาตลอด เห็นต้นทางจึงรู้ปลายทางจะเกิดอะไรขึ้น บางคนให้ตนอยู่เฉยๆ จึงรู้ว่า นอกจากฝ่ายที่ยุงให้ไปล้ำเส้นแล้ว ยังมีอีกฝ่ายที่ต้องการจัดการกับฝ่ายล้ำเส้น เมื่อตนห้าม บอกอย่าล้ำเส้น จึงไม่พอใจตนทั้งสองฝ่ายเลย ซึ่งเคยวิเคราะห์กันว่า สถานการณ์นี้คืออะไรกันแน่ แล้วเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน ว่าต่างคนต่างประสงค์ เมื่อตนเสนอขีดเส้นใต้จึงผิดแผนทั้งคู่ เมื่อพวกหนึ่งอยากเห็นให้ไปแบบล้ำเส้น อีกพวกหนึ่งรอจัดการเพราะมีเหตุแล้ว ปลุกไม่ยาก สิ่งนี้เป็นข้อเท็จจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
นายจตุพร กล่าวต่อว่า ช่วงสถานการณ์ชุมนุม ตนมักอยู่จุดสำคัญเสมอ ในพฤษภาฯ 2535 ทัพราชดำเนินแตก เหลือตนนำประชาชนไปต่อสู้ที่ ม.รามคำแหง ส่วนปี 2553 ถูกกล่าวหาเผาบ้านเผาเมือง ล้มล้างสถาบันฯ เป็นผู้ก่อการร้าย สู้จากกระแสสังคมที่ต่ำสุดกลับคืนมาดีขึ้น มีผลลัพธ์เลือกตั้งเป็นเครื่องพิสูจน์
"พอผมแสดงความคิดเห็นเตือน หลายคนมีอารมณ์ค้างจากสงครามสู้รบเก่า คิดกล่าวหาว่าผมเป็นฝ่ายขวาจัด บางคนว่าผมไปสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งไปกันใหญ่ แต่สิ่งที่ผมพูดเตือนให้ขีดเส้นใต้ เพื่อเกิดความชอบธรรมใน 3 ข้อเรียกร้อง หากถูกปราบ ประชาชนก็ทนไม่ได้ ถ้าไม่ขีดเส้นใต้ ก็ไปสร้างความชอบธรรมให้อีกฝ่ายหนึ่ง พอเสนอให้ขีดเส้นใต้บรรดากองเชียร์ทั้งหลายก็โกรธ ทั้งเกลียด รุมด่าสารพัด" นายจตุพร กล่าว

เตือนเพราะห่วงไม่อยากภาพอดีตซ้ำรอย


อย่างไรก็ตาม การยกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การชุมนุมมาถ่ายทอดให้นักศึกษาฟัง และเสียงเตือนของตนนั้น จะทำตามหรือไม่ก็แล้วแต่ ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ตนพูดเตือนจะได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และไม่ได้พูดบนวิถีทางเอาตัวรอด เพราะจุดยืนหลักของตนไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด คือ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์ทรงเป็นประมุข และ นปช. ก็ยืนและยึดหลักอุดมการณ์นี้ ดังนั้น จึงย้ำอีกครั้ง ด้วยการเตือนการชุมนุมของนักศึกษาให้ขีดเส้นใต้ ป้ายส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่มีป้ายไม่กี่ป้ายเท่านั้น ที่จะเป็นปัญหาให้ถูกหยิบไปขยายจนกลายเป็นจุดอ่อนได้

นายจตุพร กล่าวย้ำว่า ที่ทั้งสองฝ่ายรุมเล่นงาน หมายความว่ากำลังปฏิบัติการอยู่แล้ว มาห้ามทำไม จึงร่วมกันกระทืบก่อนที่จะไปฆ่ากัน ความจริงแล้ว 3 ข้อเรียกร้องเป็นความชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย และต้องใช้เวลา ซึ่งต้องกำหนดไทม์ไลน์ให้ชัดเจน ดังนั้น จึงอยากให้ช่วยกันคิด แต่อย่ามาตราหน้า เพราะเป็นอย่างนี้ ซึ่งทั้งหมด คือ ความปรารถนา และเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายกำลังรบกัน ทำลายกัน แต่กลับดันเข้ามาอยู่ตรงกลางจึงถูกรุม เมื่อเตือนแล้วไม่ฟัง ก็เชิญหาความสำราญกับความตายกันเอาเอง"วันนี้ เราต้องช่วยกันเมื่อประเทศกำลังเดินไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ แต่ในทางการเมือง เราไม่ควรจะมีคนมาตายกันอีก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวาหรือซ้าย" ประธาน นปช. กล่าว

ข่าวล่าสุด