เนชั่นทีวี

ข่าว

คมนาคม ดิ้นหาช่อง 'สู้คดี' โฮปเวลล์

23 ก.ค. 2563 | Chatchai

คมนาคม ดิ้นหาช่อง 'สู้คดี' โฮปเวลล์

คมนาคม ดิ้นหาช่องสู้คดีโฮปเวลล์ หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยกคำร้องรื้อฟื้นคดี ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้เอกชนวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท

ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำสั่งวานนี้ (22 ก.ค.) ในคดีหมายเลขดำ ที่ 107/2552, 2038/2551, 1379/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 366-368/2557 ระหว่างผู้ร้อง คือ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา
สำหรับคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องทั้ง 2 คืนเงินค่าตอบแทนที่ผู้คัดค้านชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการ พร้อมดอกเบี้ยให้บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
ต่อมากระทรวงคมนาคมและ ร.ฟ.ท.ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2562 โดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด และมีพยานหลักฐานใหม่ที่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่า ประเด็นที่ผู้ร้องทั้ง 2 โต้แย้งเกี่ยวกับระยะเวลาการใช้สิทธิเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ การเลิกกันของสัญญาพิพาท และการกลับคืนสู่ฐานะเดิมของผู้ร้องทั้ง 2 และผู้คัดค้านมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการพิพากษาคดีและผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
รวมทั้งผู้ร้องทั้ง 2 โต้แย้งเรื่องความสามารถของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญานั้น เป็นประเด็นที่ผู้ร้องมิเคยโต้แย้งมาก่อนทั้งในศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องทั้ง 2 ไม่ทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณา จึงถือมิได้ว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ
และการที่ผู้ร้องอ้างว่ามีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 143/2562 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน "กรณีโฮปเวลล์" ลงวันที่ 20 มิ.ย.2562 ซึ่งเอกสารฉบับดังกล่าวผู้ร้องมิได้แสดงต่อศาลแต่อย่างใด จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา ผู้ร้องทั้ง 2 จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ทำให้รัฐต้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 โดยให้รัฐจ่ายเงินชดเชยให้บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ภายใน 180 วัน นับจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ซึ่ง ร.ฟ.ท.ประเมินมูลหนี้รวมตามคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2551 ถึงสิ้นเดือน เม.ย.2562 รวมวงเงิน 25,411 ล้านบาท
คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้เป็นการตัดสินไม่รับอุทธรณ์กรณีที่กระทรวงคมนาคมยื่นหลักฐานใหม่ ข้อเท็จจริงใหม่เพื่อให้ศาลพิจารณา แต่ศาลอาจเห็นว่าข้อมูลหรือหลักฐานดังกล่าวได้รับการพิจารณาไปแล้วจึงไม่รับฟังคำร้อง ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดขั้นตอนของศาลปกครองในคดีนี้
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เรื่องคดีโฮปเวลล์ ที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยให้ขณะนี้ทางการรถไฟฯยังไม่ได้รายงาน แต่เบื้องต้นที่ได้หารือกับฝ่ายกฎหมาย ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมเคารพในคำวินิจฉัย แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงฯก็จะศึกษาวิธีการดำเนินการว่ายังสามารถดำเนินการใดๆได้บ้าง ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังศึกษาอยู่ ซึ่งเราจะทำให้ดีที่สุด โดยจากที่ได้ศึกษาก่อนหน้านี้ ทางกระทรวงฯได้เห็นข้อมูลและทางการถไฟฯได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) และกำลังรออยู่ว่าศาลจะรับคำฟ้องหรือไม่ เพราะข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลใหม่ในเรื่องของความไม่สมบูรณ์ของการเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลบริษัทโฮปเวลล์ มีผลดำเนินการทางนิติกรรมสัญญา อาจจะมิชอบ ทางฝ่ายทนายความของทางการรถไฟฯจะดำเนินการ
"ทั้งหมดจะทำให้ครบทุกช่องทาง ผมเรียนว่าโฮปเวลล์ที่รัฐต้องจ่ายเงินกว่า 2 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าเราดูแล้วว่ามีทางที่จะสามารถทำให้เกิดความเสียหายน้อยได้ ก็ทำ ผมยืนยันเคารพการวินิจฉัยของศาลนะ แต่ในกระบวนการยุติธรรมก็มีทางที่จะดำเนินการได้ภายใน 90 วัน ก็จะดำเนินการ ถ้าดำเนินการแล้วในที่สุดครบถ้วนกระบวนการแล้ว คำวินิจฉัยเป็นอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น" นายศักดิ์สยาม กล่าว
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ทั้งหมดต้องทำให้ครบถ้วนและดูคำวินิจฉัยเป็นอย่างไร เพราะว่าเรื่องนี้ต้องเรียนกว่าเป็นเรื่องเก่า ข้อมูลที่กระทรวงฯได้ดำเนินการในห้วงที่ผมมา มันก็มีข้อมูลใหม่ก็ต้องดำเนินการ ส่วนความคืบหน้าในเรื่องของคดีนั้น ผมไม่ทราบยังไม่มีการดำเนินงาน ตอนนี้จริงๆการทำคดีขอให้ทางฝ่ายกฎหมายการรถไฟฯและกระทรวงฯได้ทำหน้าที่ก่อน รอให้ศาลท่านวินิจฉัย เรากำหนดอะไรไม่ได้
ในส่วนของคดีอาญานั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า จะดำเนินการต่อและส่งไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนเรื่องความไม่ชอบของการจดทะเบียนนิติบุคคลก็จะฟ้องไปที่ศาลแพ่งด้วย และยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ส่วนตัวผมมั่นใจ แต่ทั้งหมดต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล

ข่าวล่าสุด