(21 กรกฎาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ PEACETALK เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยขอให้นักศึกษากลุ่มเยาวชนปลดแอก ยึด 3 ข้อเรียกร้องให้มั่นคงถึงที่สุด เพราะเป็นความชอบธรรม และสิ่งสำคัญต้องไม่ก้าวล่วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งละเอียดอ่อนและสุ่มเสี่ยงต่อการนำพาไปสู่ความสูญเสียเช่นดังประวัติศาสตร์การชุมนุมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ส่วนตัวยึดมั่นในความเป็นจริง เพราะเป็นสัจธรรมทั้งเรื่องส่วนตัว สังคม การเมือง เศรษฐกิจ รวมทั้งการเคลื่อนของภาคประชาชน และเมื่อตนเดินมาถึงจุดไม่สนใจกับคำสรรเสริญ เยินยอ ไม่วิตกคำติฉินนินทาและการประณามหยามเหยียด โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง
"มีรุ่นพี่คนหนึ่งเคยพูดว่า การต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่เดินเลยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีความหมายถึงระบอบการปกครองของไทย ยึดติดกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยเป็นอุดมการณ์หลัก 1 ใน 6 ข้อ ของ นปช. ดังนั้น เราต้องอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองอันนี้ตามอุดมคติและอุดมการณ์" ประธาน นปช. กล่าว
สำหรับข้อเรียกร้องของนักศึกษาเยาวชนปลดแอก 3 ข้อ มีความชอบธรรมตามธรรมนูญ ทั้งการเรียกร้องให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเลิกคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งสังคมไทยยอมรับได้ ถ้ายืนหยัดอยู่ใน 3 ข้อนี้ ขบวนการนิสิต-ประชาชน จะได้รับการตอบรับและแรงต่อต้านจะลดลง เพราะการชุมนุมนั้น ตนเคยผ่านการบริหารจัดการมา และรู้ถึงการแทรกซ้อนเสมอ ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ การดำรงความมุ่งหมายไว้ต้องชัดเจน คนเป็นนักต่อสู้เมื่อกล้ายืนหยัดลุกต่อสู้แล้ว ความตายเป็นเรื่องที่เล็กเสมอ และนี่เป็นโลกแห่งความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนผ่านทาง ได้เห็นปรากฎการณ์และมีความหวั่นวิตกโรคแทรกซ้อนใดๆ ก็ตามจะทำลายการต่อสู้ของขบวนการอันชอบธรรมของนักศึกษา รวมทั้งต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าต้องการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จะต้องขีดเส้นใต้ว่าไม่ยุ่งเกี่ยวหรือก้าวล่วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าเลยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไป ความชอบธรรมในระยะต่อไปนั้น จะมีสูญเสียตามมาเป็นลำดับ
"ผมเชื่อพลังของคนรุ่นใหม่ เพราะตัวเองก็ผ่านประสบการณ์อันนี้ ผมมักพูดเสมอว่า วันเวลาที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต คือ การต่อสู้ในวัยนักศึกษา เพราะได้ตอบแทนบุญคุณประชาชนที่จ่ายภาษีมาสร้างมหาวิทยาลัยให้เราเล่าเรียน" นายจตุพร ระบุ