เนชั่นทีวี

ข่าว

กมธ.ลงพื้นที่ตรวจคดีน้องชมพู่ - ยันไร้หลักฐานถูกละเมิด

20 ก.ค. 2563 | pakorn_pue

กมธ.ลงพื้นที่ตรวจคดีน้องชมพู่ - ยันไร้หลักฐานถูกละเมิด

คดีน้องชมพู่ยังไม่จบง่าย ตัวแทน กมธ.กฎหมายลงพื้นที่บ้านกกกอกภายในสัปดาห์นี้ เตรียมเดินสำรวจเส้นทางไปสู่จุดพบศพหนูน้อยบนภูเหล็กไฟ เบื้องต้นยืนยันยังไม่พบหลักฐานการฆาตกรรมหรือล่วงละเมิดทางเพศตามที่ตำรวจใหญ่และสื่อบางสำนักชี้นำ

มีรายงานจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ว่า ทาง กมธ.เตรียมลงพื้นที่หมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพบปะให้กำลังใจครอบครัวน้องชมพู่ที่ต้องสูญเสียบุตรสาว เนื่องจากพบเป็นศพบนภูเหล็กไฟ พร้อมไปตรวจเยี่ยมตำรวจโรงพัก ตลอดจนเดินสำรวจเส้นทางจากพื้นราบขึ้นไปยังจุดพบศพน้องชมพู่ด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาถึงสาเหตุการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ซึ่งขณะนี้ผ่านมาแล้วกว่า 60 วัน แต่คดียังไม่มีความสับสน
ส่วนที่มีการระบุว่าผลชันสูตรศพของแพทย์ทั้ง 2 ครั้งไม่ตรงกันนั้น แหล่งข่าวใน กมธ.บอกว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีประเด็นอะไรเลย ปัญหาเกิดจากผลชันสูตรรอบ 2 โดยแพทย์จากสถาบันนิติเวชวิทยา ระบุเอาไว้กว้างๆ ว่า "มีบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศ" แต่ไม่ได้อธิบายต่อชัดๆ ว่าบาดแผลนั้นไม่ได้มาจากการล่วงละเมิด แต่น่าจะมาจากการผ่าชันสูตรรอบแรกมากกว่า พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการเขียนผลชันสูตรคลุมเครือแบบนี้ เป็นความต้องการชี้นำคดีของผู้บังคับบัญชาในแวดวงสีกากีหรือไม่ 

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการกฎหมาย บอกกับ "เนชั่นทีวี" ว่า เมื่อแพทย์ไม่ยืนยัน แล้วใครจะไปพูดแทนแพทย์ได้ อันที่จริงตำรวจต้องสอบปากคำแพทย์อย่างละเอียด เช่น ให้สันนิษฐานก็ได้ แต่จนถึงป่านนี้ทราบว่ายังไม่ได้สอบอะไรเพิ่มเติมมากนัก ทำให้เกิดคำถามว่าตำรวจไปตั้งโจทย์ว่ามีคนร้ายทำให้ตายจากพยานหลักฐานอะไร 
พ.ต.อ.วิรุตม์ อธิบายด้วยว่า ข้อสันนิษฐานของตนไม่ได้สรุปฟันธงว่าคดีนี้น้องชมพู่เสียชีวิตเอง หรือมีบุคคลอื่นทำให้ตาย เพียงแต่การทำสำนวนการสอบสวนคดี ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน คดีนี้เป็นการตายแบบผิดธรรมชาติที่ "ไม่ปรากฏเหตุการตายที่ชัดเจน" ฉะนั้นในกระบวนการชันสูตรพลิกศพจะมีหลายฝ่ายเข้ามาร่วม ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และแพทย์ จากนั้นตำรวจจะทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ซึ่งหากพยานหลักฐานมีเท่าที่เห็นนี้ ก็คงถูกสรุปไปเรียบร้อยโดยพนักงานสอบสวน สภ.กกตูม ว่า "เป็นการตายที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เนื่องจากศพอยู่ในสภาพเน่า ทำให้แพทย์นิติเวชไม่สามารถตรวจยืนยันได้ และไม่พบหลักฐานใดบ่งชี้ว่าเกิดจากการกระทำผิดทางอาญา ถูกฆาตกรรมหรือมีผู้ทำให้ตาย เนื่องจากตรวจไม่พบบาดแผลร่องรอยทำร้ายอะไรปรากฏตามร่างกาย" 

แต่การสรุปเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าตำรวจจะต้องหยุดทำงาน หรือปิดคดี เพราะการสืบสวนและแสวงหาหลักฐานต้องดำเนินการต่อไป เพียงแต่ไม่ใช่การชี้นำโดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ แต่ใช้ความเชื่อ ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตว่าการที่มีตำรวจชั้นนายพลหลายคน หลายระดับตั้งข้อสันนิษฐาน และบางคนก็เข้าไปสั่งการให้มีการสอบสวนอย่างนั้นอย่างนี้จนวุ่นวาย ต้องส่งศพไปตรวจซ้ำ สุดท้ายส่งผลให้มีประชาชนตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากมาย ถูกเรียกสอบ ถูกติดตาม ดูตรวจดีเอ็นเอ หนำซ้ำยังมีการให้ข่าวและการรายงานข่าวจนเกิดความแตกแยกในชุมชน พ่อแม่และลุงกลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีพยานหลักฐานใดชี้ไปในทิศทางนั้น 
พ.ต.อ.วิรุตม์ บอกด้วยว่า ปัญหาลักษณะนี้เกิดจากงานสอบสวนของตำรวจอยู่ในระบบยศและวินัยแบบทหาร โดยคนสั่งงานไม่ได้เป็น "พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ" ตามกฎหมาย ต้องไม่ลืมว่าผู้บังคับบัญชาสั่งแล้วก็ไป แต่คนที่ต้องลงชื่อในสำนวนฟ้อง คือ ผู้กำกับการสถานี คำถามที่เกิดตามมาก็คือการทำคดีแบบนี้ถือว่ามีมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ 

ข่าวล่าสุด