(18 กรกฎาคม 2563) น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.เขตราชเทวี-พญาไท-จตุจัตร และ น.ส. ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.เขตดุสิต-บางซื่อ ร่วมพูดคุย exclusive talk สุมหัวคุย เมื่อหนังไทยติดcovid19 เพื่อรับฟังปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนต์ ซึ่งนำโดย นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จํากัด (มหาชน) , นายสง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ค่ายภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม , นายยงยุทธ ทองกองทุน ผู้กํากับภาพยนตร์ ฯ , นายเกียรติกมล เอี่ยมพึ่งพร รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น และนายพิทยา สิทธิอํานวยตัวแทนจากสหมงคลฟิล์ม ที่โรงภาพยนต์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน โดยนายวิชา กล่าวว่า ปัจบันโรงภาพยนต์ในไทย ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของในเกาหลีใต้ จึงถือว่าอุตสาหกรรมโรงภาพยนต์ในไทยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก และที่ผ่านมา 5 ปี ไม่โดน disruption และยังมีอัตตราการเติบโตที่ดี แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ประสบกับวิกฤติโควิด-19 แต่ก็คิดว่าช่วงนี้ถือว่าเป็นโอกาสของหนังไทย เนื่องจากหนังฮอลลีวูดอาจจะมีข้อจำกัดในการเข้ามา และการจะเติบโตจากนี้ไป เชื่อว่าจากนี้อุตสาหกรรมโรงภาพยนต์ไทยจะต้องพึ่งพาตัวเอง โดยเฉพาะหนังไทย ทั้งนี้ลำพังภาคเอกชนทำหนังกันเองจะเติบโตได้แค่ระดับหนึ่ง ซึ่งในอดีตภาครัฐก็ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนอยู่บ้าง เช่น สุริโยไทย ซึ่งหนังไทยถือว่าคุณภาพก็ไม่แพ้ประเทศใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องการให้ภาครัฐได้มองว่าจะทำอย่างไรในการใช้อุตสาหกรรมภาพยนต์เป็นตัวทำเงินเข้าสู่ประเทศได้ ซึ่งหากถาครัฐสามารถช่วยให้หนังไทยไปสู่ประเทศจีนได้ปีละ 2-3 เรื่องเชื่อว่าจะสามารถทำเงินได้จำนวนมาก และเชื่อว่าศัพยภาพของเรามีเพียงพอ