ดีเอสไอ เตรียมขยายผลสวมสัญชาติไทย และเข้ามาจดทะเบียนประกอบธุรกิจต้องห้าม หลัง นอภ.เวียงแก่น เชียงราย สั่งถอนสัญชาติ 12 ต่างด้าวแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 213 รายเร่งสะสางต่อ

สืบเนื่องจากกรมการกงสุล ส่งข้อมูลมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และมอบหมาย กองคดีความมั่นคง ตรวจสอบกรณี นายแก้ว แซ่ลี ถือหนังสือเดินทาง 2 ฉบับ ทั้งสัญชาติไทย และสัญชาติจีน ซึ่งตรวจพบโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประเทศจีน และจากการตรวจสอบพบว่า นายแก้ว แซ่ลี เป็นคนต่างด้าว ได้สวมสิทธิสัญชาติไทย ของคนไทยที่ยังมีชีวิตอยู่โดยมิชอบ ด้วยการช่วยเหลือของอดีตปลัด อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ในฐานะผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอเวียงแก่น และเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2563 รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ร่วมการือกับ นายอุดม อยู่อินไกร นายอำเภอเวียงแก่น และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินคดีคนต่างด้าวสวมสิทธิสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และได้ใช้สิทธิไปประกอบธุรกิจต้องห้าม อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 2542

ดีเอสไอ ได้ส่งเรื่องให้กรมการปกครอง เพื่อเพิกถอนสัญชาติไทย และดำเนินคดีอาญาผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมถึงสืบสวนขยายผลร่วมกับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีการสวมสิทธิโดยมิชอบในช่วงเวลาที่ปลัดอ.เวียงแก่น ซึ่งเป็นผู้กระทำผิด อีก 255 รายชื่อ จากการบูรณาการร่วมกันใน 2 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งกรมการปกครอง เป็นผู้รับผิดชอบ และ (2) ด้านการประกอบธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งดีเอสไอ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้รับกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสืบสวนที่ 23/2563 และขณะนี้ได้นำรายชื่อบุคคล 255 รายชื่อ ที่ปรากฏภาพลายนิ้วมือในขณะแจ้งถิ่นพำนัก ส่งไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจเปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือขณะทำบัตรประชาชน เพื่อพิสูจน์ตัวบุคคล รวมทั้งได้นำรายชื่อทั้ง 255 ราย ตรวจสอบกับฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีการไปจดทะเบียนประกอบธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าวจำนวน 15 ราย ในลักษณะนิติบุคคลรวม 19 บริษัท โดย 1 ใน 15 ราย ซึ่งจดทะเบียน เป็นนิติบุคคล 3 บริษัท มีทุนจดทะเบียนรวมกันไม่น้อยกว่า 3,600 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีสินทรัพย์ของนิติบุคคลรวมเกิน 100 ล้านบาท อันเข้าข่ายลักษณะที่เป็นคดีพิเศษ

ล่าสุด นายธวัชชัย รัตนปรีชาชัย ผู้อำนวยการส่วนคดีความมั่นคง 2 ดีเอสไอ ได้เข้าพบนายอำเภอเวียงแก่น อุดม อยู่อินไกร เพื่อติดตามทวงถาม และทราบว่า มีการเพิกถอนสัญชาติคนต่างด้าวไปแล้ว 12 ราย ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในส่วนที่เหลือจะเร่งดำเนินการในลำดับต่อไป ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ เปิดเผยว่า ดีเอสไอ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับ กลุ่มบุคคลต่างด้าวที่สวมสัญชาติและเข้ามาจดทะเบียนประกอบธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าว เป็นการแย่งอาชีพและแสวงหาผลประโยชน์จากคนไทย