(13 กรกฎาคม 2563) หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ทหารชายสัญชาติอียิปต์ อายุ 43 ปี เดินทางพร้อมกับคณะ รวม 31 คน ลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และเข้าพักโรงแรม จ.ระยอง จากนั้น ทหารชายคนดังกล่าวเดินทางไปปฏิบัติภารกิจทางทหารที่ประเทศจีน และกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง โดยผลการตรวจหาเชื้ออีกครั้งพบว่า ติดเชื้อจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงมาตรฐานการดูแลของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรื ศบค. โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ออกมาเพื่ออนุโลม คน 11 กลุ่ม ที่มาจากต่างประเทศ แล้วไม่ต้องกักตัว 14 วัน
ล่าสุด แหล่งข่าวใน ศบค. ระบุว่า ขณะนี้ต้องไปตรวจสอบว่าทางโรงแรมที่กลุ่มทหารอียิปต์เข้าพัก ได้คุมเข้มการเข้า-ออก แค่ไหน หรือเตือนแล้ว แต่ไม่ฟัง ซึ่งการเดินทางของทหารกลุ่มนี้ มาโดยเครื่องบิน 2 ลำ แวะลงสนามบินอู่ตะเภา เพื่อเติมน้ำมันและปรนนิบัติบำรุงเครื่อง แต่ได้ค้าง 1 คืน ในโรงแรมดังกล่าว ซึ่งโรงแรมเเห่งนี้อยู่ระหว่างติดต่อขอเข้าเป็นสถานที่เฝ้าระวังทางเลือก (alternative state quarantine) และการมาลงจอดครั้งนี้ เป็นการติดต่อกับทางสนามบินโดยตรง ไม่ได้ผ่าน ศบค. ซึ่งก็เป็นแบบนี้ในหลายๆสนามบิน ที่สามารถบริหารจัดการกับเครื่องบินต่างๆที่บินเข้า-ออก อยู่แล้ว
"การนำเครื่องมาลงไม่ต้องเข้าระบบ ศบค. และ ศบค. ก็ไม่ทราบมาก่อน ว่าจะมีทหารกลุ่มนี้ จากนี้ก็ต้องเร่งสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งการเดินทางมาแบบนี้ เข้าข่ายข้อกําหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 12 (5) คือ ผู้ควบคุมยานพาหนะ หรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะ ซึ่งจําเป็นต้องเดินทางเข้ามาตามภารกิจ และมีกําหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรชัดเจน ซึ่งแม้ไม่ต้องกักตัว 14 วัน แต่ห้ามไปสัมผัสบุคคลภายนอก" แหล่งข่าวใน ศบค. ระบุ
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ศบค. คุมเข้มภาพรวมเพื่อให้การดำเนินการต่างๆ ผ่านไปได้ แต่ยอมรับว่าบางเรื่องยังมีช่องว่าง จนทำให้เกิดปัญหาตามมา จากนี้ก็ต้องวางมาตรการกันต่อไป