ประเด็นที่น่าพิจารณาต่อมาก็คือ เมื่อมีความจำเป็นต้องปรับ ครม.แน่ แต่เหตุใดจึงปรับได้ช้า เรื่องนี้ก็มีเหตุผลอยู่ 4 ข้อ คือ
1. มือเศรษฐกิจทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ตกเป็นข่าว ทยอยออกมาปฏิเสธ เช่น นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย, นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน ซึ่งแสดงเจตนาไม่ต่อวาระ จนมีข่าวลือว่าจะมารับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ของรัฐบาล
2. ภาวะเศรษฐกิจช่วงปลายปีเป็นต้นไปมีความเสี่ยงสูงมาก จากปัญหาการส่งออกติดลบ การท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเปิดตลาดได้เพราะโควิด-19 รวมไปถึงสถานการณ์คนตกงาน ทั้งจากภาคการผลิต ภาคการท่องเที่ยว และอื่นๆ โดยปัญหาจะร้ายแรงที่สุดช่วงที่หมดแคมเปญเยียวยารายเดือนไปแล้ว จากสถานการณ์นี้ทำให้ไม่มีใครอยากเอาตัวและชื่อเสียงเข้ามาเสี่ยง
3. การหา "มือเศรษฐกิจ" ที่เป็น "คนนอก" ไมใช่ ส.ส.หรือคนในพรรคพลังประชารัฐเอง นาทีนี้ถือเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีใครอยากเป็น "รัฐมนตรีขาลอย" หรือ "รัฐมนตรีข้าวนอกนา" เนื่องจากเห็นตัวอย่างจาก นายอุตตม สาวนายน กับ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ขนาดเป็นหัวหน้าพรรค กับเลขาธิการพรรค ยังเอาไม่อยู่
4. คลื่นใต้น้ำในพรรคพลังประชารัฐที่มีการแก่งแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีบางกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน แต่แคนดิเดตคนใหม่มีภาพลักษณ์ไม่ค่อยจะโสภามากนัก ทำให้เป็นเรื่องยากที่นายกฯจะตัดสินใจ เนื่องจากฝ่ายที่อยากได้เก้าอี้ก็มี ส.ส.ในมือไม่น้อยเหมือนกัน