(5 กรกฎาคม 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องยากทั้งสิ้น ไม่ว่าเรื่องที่ดูเหมือนจะง่ายดายแต่ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องยากกับภายใต้สภาวการณ์ของประเทศไทยที่ชั่วชีวิตหนึ่งเราอาจจะพึ่งเคยเห็นกันครั้งแรก อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์วิกฤตขณะนี้ตนเห็นว่าทุกเรื่องไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามอยู่ในสถานการณ์ที่ยากทั้งสิ้น ซึ่งการปรับ ครม. ตอนแรกใครก็คิดว่าง่าย สี่กุมารยังไงก็พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ แต่ลืมคิดไปว่ากลุ่มสี่กุมารนั้น บวกหนึ่งสมคิดก็มีประสบการณ์และบทเรียนมากมายทั้งนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ปี 2544 และก่อนหน้านั้นก็มีความสนิทมักคุ้นกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดังนั้นเส้นทางทางการเมืองที่ยาวนานจะเห็นได้ชัดเจนว่าคณะรัฐประหารต้อง 2 ชุดไม่ว่าจะเป็นชุด 19 กันยายน 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557 นายสมคิดจะมีบทบาททั้งสิ้น และสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีห้วงระยะเวลาหนึ่ง นายสมคิดก็เข้าไปทำเนียบรัฐบาลจะไปบัญชาการเรื่องเศรษฐกิจแต่ถูกกลุ่มคนที่สนับสนุนให้มีการยึดอำนาจในขณะนั้นไม่พอใจก็ต้องออกมาจากทำเนียบรัฐบาล แต่การจัดความสัมพันธ์ก็ยังมีอยู่ และก่อนหน้านั้นที่ช่วงขณะพรรคไทยรักไทยบริหารประเทศเมื่อย้อนกลับไปดูนั้นก็เห็นว่าการดำรงอยู่ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ธรรมดา ชนิดที่อดีตนายกทักษิณ ชินวัตรก็ตกใจว่าสถานการณ์ในขณะตอนปลายก่อนที่จะมีการล้มกระดานกันนั้น นายสมคิดอยู่ในบทบาทไหน
ตนไม่ต้องการอธิบายความให้เกิดปัญหากัน แต่บอกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ และนึกไม่ถึงว่านายสมคิดจะวางแผนได้แยบยลและ ไปไกลถึงขนาดนั้น และหลังจาก พล.อ.สุรยุทธ์ ไปก็ปรากฏว่ามีการตั้งพรรคการเมืองลงเข้าแข่งขันชื่อพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพรรคที่มีความพร้อมมากที่สุดแต่บังเอิญว่าประชาชนไม่พร้อมจะเลือก ต่อมาเกิดการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ถามว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐต้องใช้บริการของทีมนายสมคิด และ 4 กุมารเป็นผู้เริ่มต้นเข้า ไปจัดการโครงสร้างพรรคเเทบเบ็ดเสร็จ และที่สำคัญหลักจากมีอำนาจในรอบนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา มีการจัดความสัมพันธ์กับสื่อสารมวลชนอย่างเป็นระบบ หลายคนคิดว่า บรรดาแทคโนเเครต เหล่านี้ไม่มีความเท่าทันทางการเมือง แต่มารอบนี้ตนบอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา และทันทีที่ยกชื่อโฆษกรัฐบาลมาเป็นหัวหน้าทีมบริหารเศรษฐกิจนั้น จะโดยตั้งใจหรือไม่นั้นเท่ากับเป็นการยกระดับนายสมคิด และ 4 กุมารให้ขึ้นมาเหนือกว่า ภายใต้สถานการณ์นั้นดังนั้นการปรับ ครม.จะไม่ง่ายในสถานการณ์นี้เพราะเมื่อใช้ในระบบโควตา ในซีกของพรรคพลังประชารัฐจะต้องไปหารกับบรรดาคณะผู้มีอำนาจตัวจริงคือ 3 ป. และปอใหญ่ที่สุดคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ภายใต้เศรษฐกิจแบบนี้ จะหาคนใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามานั้นยากที่สุด เพราะคนที่รู้ว่า นรก หรือ สวรรค์ ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาและเมื่อสถานการณ์การปรับ ครม.ยืดยาวออกไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคมก็จะยากกว่านี้ โดยเฉพาะตัวเลขโควตาตามสัดส่วนเมื่อแบ่งกันแล้วจัดอย่างไรก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นหลักคิดในการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจนั้นต้องคิดต้องเปลี่ยนตั้งแต่ก่อนเสนอร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี 2564 ดังนั้นตนประเมินว่าการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องยากนายจตุพร กล่าวด้วยว่า สำหรับทางออกที่บอกว่ายุบสภานั้นคำตอบคือยากเช่นเดียวกันเพราะภายใต้เศรษฐกิจแบบนี้ อย่าไปยึดถือตอนเลือกตั้งซ่อม เพราะยังไงรัฐบาลก็ได้เปรียบทุกกรณี แต่หากเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างนั้นเพราะจะต้องไปกระจายหาเสียงกันและสถานการณ์ก็ไม่ง่าย และที่สำคัญที่สุดคือกติกาไม่เปลี่ยนแต่ตนเชื่อว่าเมื่อเดินไปถึงจุดหนึ่งบางครั้งก็ไม่มีทางเลือก การเมืองบนบางกระดานดูเหมือนว่ามีทางเลือกแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งซึ่งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมนี้จะหนักที่สุดและจะหนักขึ้นเรื่อยๆ และที่น่ากลัวที่สุดคือประชาชนพอใจหรือไม่โดยหากประชาชนไม่พอใจด้วยแล้ว และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ท่ามกลางความอดอยากหิวโหยนั้นจะเป็นปัจจัยที่น่าเป็นห่วง เช่นการยุบสภาภายใต้กติกาเดิมนั้นไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหา แต่อยู่ไปก็ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ตั้งคำถามต่อไปว่าหากอยู่ไปรัฐธรรมนูญจะได้แก้ไขหรือไม่ ก็แก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะไปทางซ้ายหรือขวาก็ยากทั้งสิ้น ดังนั้น การยุบสภาก็อย่าประมาทและ เมื่อยุบสภาไปแล้วอย่าคิดว่าจะมีการเลือกตั้งเพราะตนไม่เชื่อว่าการยุบสภารอบนี้จะมีการเลือกตั้งเพราะด้วยสถานการณ์และปัจจัยต่างๆไม่มีทางจะดีขึ้น เพียงแต่ทรงๆไว้ในช่วง 2 ปีนี้ ดังนั้นปัญหาภายในของรัฐบาล และฝ่ายค้านก็ไม่แข็งแรง ประชาชนมีความยากลำบาก เหล่านี้เชื่อว่าประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่สำคัญ