ทั้งนี้ ผลการวินิจฉัยจากแพทย์ ระบุอาการของ น.ส.ชลนิสา ว่า ตามร่างกายได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนักหลายแห่ง โดยเฉพาะก้านสมองได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงต้องเข้ารับการผ่าตัด ขณะที่ นายชนฑิภักร และ น.ส.สุพัตรา ก็ไม่มีใครสามารถติดต่อได้ เป็นเหตุให้ญาติๆ ต้องเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อประสานฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ทั้งในห้องพักและสถานที่ทำงานของผู้เสียหาย
เมื่อเข้าตรวจสอบ ก็พบว่า แท้จริงแล้ว ผู้ลงมือก่อเหตุคือนายชนฑิภักร ทำไปเพราะความหึงหวง โดยมี น.ส.สุพัตรา ช่วยเหลือนำร่างผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาลและช่วยสร้างเรื่องหลอกญาติๆ ว่าผู้เสียหายถูกชายคนอื่นทำร้ายร่างกาย ซึ่งภายหลังพนักงานสอบสวนจึงขออำนาจศาลออกหมายจับทั้ง 2 ราย
กระทั่ง น.ส.สุพัตรา ถูกตามจับกุมตัวไว้ได้ก่อน ในย่านอ่อนนุช เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา และติดตามจับกุมตัว นายชนฑิภักร ได้ขณะหลบหนีมากบดานใน ซ.สุขุมวิท 49จากการสอบสวน นายชนฑิภักร ให้การยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยทำธุรกิจขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที แต่พิษโควิด-19 ทำให้ต้องเลิกกิจการ วันเกิดเหตุลงมือทำร้ายร่างกาย น.ส.ชลนิสา แฟนสาวที่เพิ่งคบหากันได้สักระยะจริง เพราะความหึงหวงที่จับได้ว่าเจ้าตัวไปพูดคุยกับชายอื่น จึงทุบตีและเอาศีรษะโขกพื้นไปหลายครั้งจนหมดสติ จากนั้นจึงเรียก น.ส.สุพัตรา แฟนอีกคนมาที่ห้องช่วยนำร่าง น.ส.ชลนิสา ขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาล และช่วยแต่งเรื่องว่า น.ส.ชลนิสา ถูกชายคนอื่นทำร้ายร่างกายมา พอถึงโรงพยาบาลแล้วตนยังได้ถ่ายภาพคู่กับ น.ส.ชลนิสา ซึ่งหมดสติอยู่บนเตียงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนแยกย้ายกับ น.ส.สุพัตรา ต่างคนต่างหลบหนี