แบงก์รัฐห่วง 'หนี้เสีย' พุ่ง งัดแผนรับมือ
29 มิ.ย. 2563 | Chatchai

ประธานสมาคมแบงก์รัฐ จี้สมาชิกเร่งสำรวจคุณภาพลูกหนี้ก่อนสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือ หวังเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาหนี้เสียพุ่ง พร้อมขอ ครม. ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนแบงก์รัฐลง 50%
ข่าว
29 มิ.ย. 2563 | Chatchai

ประธานสมาคมแบงก์รัฐ จี้สมาชิกเร่งสำรวจคุณภาพลูกหนี้ก่อนสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือ หวังเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาหนี้เสียพุ่ง พร้อมขอ ครม. ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนแบงก์รัฐลง 50%
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัดลง จากมาตรการ "ล็อกดาวน์" สถานที่เสี่ยงสำคัญต่างๆ ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการ กระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสถาบันการเงินต่างๆ ต้องออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เหล่านี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หรือ "เอสเอฟไอ" ถือเป็นสถาบันการเงินอีกแห่งที่เข้าช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยสั่งพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้ลูกค้าเป็นการทั่วไปนานถึง 6 เดือน ซึ่งมาตรการต่างๆ จะสิ้นสุดลงราวเดือนก.ย.นี้ อย่างไรก็ตามแม้เวลานี้รัฐบาลจะทยอยปลด ล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นกลับมาบ้าง แต่กำลังซื้อของประชาชนทั่วไปและรายได้ของภาคธุรกิจยังไม่กลับมาเต็มที่ ทำให้คุณภาพหนี้ที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้เริ่มกลับมาเป็นประเด็นที่น่ากังวล
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ(เอสเอฟไอ) กล่าวว่า ได้แนะนำให้แบงก์รัฐทุกแห่งเร่งสำรวจสถานะลูกหนี้ของตัวเองก่อนจะสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยยอมรับว่าสถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ในระยะข้างหน้ามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น
เขายอมรับว่า ตัวเลข NPL ในปัจจุบัน ไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงมากนัก เนื่องจากสถาบันการเงินทุกแห่งได้นำมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้มาใช้ ทั้งการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ทำให้สถานะหนี้ทรงตัว ดังนั้นฐานะลูกหนี้ที่แท้จริงคงต้องรอจนกว่ามาตรการเหล่านี้สิ้นสุดลง คือ ราวๆ เดือนก.ย.หรือต.ค. ถึงจะเห็นภาพว่าลูกหนี้แต่ละรายเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ มาตรการพักชำระเงินต้น และ พักชำระดอกเบี้ย ทำให้สถาบันการเงินไม่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเลย คำถาม คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกค้าเหล่านี้ จะกลับมามีความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ คือ แต่ละแบงก์ต้องไปดูว่า พักชำระเงินต้นกับดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ในสัดส่วนเท่าใด ถ้ามีจำนวนมาก จะประเมินความสามารถอย่างไรเมื่อสิ้นสุดมาตรการและบาลานซ์ชีสจะรองรับคนที่จะกลายมาเป็นหนี้เสียได้เท่าไหร่
"ในความเห็นผม หนี้เสียพุ่งอยู่แล้ว ไม่มีแบงก์ไหนไม่พุ่ง ฉะนั้น ทุกแห่งจะต้องเริ่มประเมินลูกค้าที่พักหนี้ตัวเองแล้วว่า ไหวไม่ไหว จะได้เตรียมรองรับ เมื่อถึงวันนั้น เพราะหนี้เสียปัจจุบัน ไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยการรับรู้รายได้เป็นการรับรู้รายได้จากดอกเบี้ยเต็ม แต่คุณไม่มีแคช ทำให้แบงก์ชาติออกมาเป็นห่วง"
นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า เพื่อลดภาระแก่แบงก์รัฐ ทางสมาคมแบงก์รัฐได้เสนอขอนโยบายในการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนแบงก์รัฐในสัดส่วน 50% จาก 0.26% ของเงินฝาก โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีสำหรับธอส.นั้น ได้เตรียมตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มเติม แม้ว่า ขณะนี้ จะมีการตั้งสำรองในสัดส่วน 140% แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ธอส.มีลูกหนี้ที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยอยู่จำนวนประมาณ 2 แสนล้านบาทจากยอดหนี้คงค้างทั้งหมด 1.2 ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งธอส.จะเริ่มสำรวจความสามารถในการชำระหนี้ล่วงหน้า 60 วันก่อนสิ้นสุดมาตรการในเดือนก.ย.นี้
ทั้งนี้ ระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารที่อยู่ในระดับกว่า 15% ถือว่า มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับมาตรการของรัฐได้อีก เพราะยังสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.5%
"ฐานะแบงก์เราตอนนี้ BIS Ratio สามารถรองรับได้ถึง 20% ของ 2 แสนล้านบาท แต่ถ้ามากกว่านั้น Ratio จะเริ่มลง แต่ก็ถือว่า มีรูมที่จะลดลงได้อีก"
นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากการเร่งสำรวจสถานะลูกหนี้แล้ว สิ่งสำคัญ คือ การทำให้บาลานซ์ชีสของธนาคารกลับเข้าสู่ในภาวะปกติ โดยต้องบริหารจัดการให้ธนาคารมีเงินสดในมือ เพราะขณะนี้ ทุกแห่งอยู่ในภาวะที่ต้องใช้มาตรการพักชำระหนี้ดังกล่าว
"ตอนนี้ไม่สามารถแพลนอะไรยาวนานได้ เพราะโลกเปลี่ยนภายในแค่ 3-6 เดือน ซึ่งไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นเหมือนเข้าไปในห้องมืดไม่เห็นอะไรเลย แต่ภายในสิ้นปีจะต้องกู้บาลานชีสให้กลับมาเหมือนเดิมให้แข็งแรงให้ได้"